VJ's profileMy thought is a WorldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 24

    ติดกับตัวเอง



    นี่เข้าวันที่สามแล้ว ที่ฉันเฝ้ารอเค้าออนไลน์ บางครั้งแค่ชื่อเค้าเด้งขึ้นมาเอ็มเอสเอน...ฉันก็มีความสุขแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้คุยก็ตาม ปกติฉันเป็นคนมีเหตุผล และมองโลกตามเป็นจริงสุด ๆ แต่ถึงคราวนี้ มันยากจริงๆ ยากที่จะตัดใจ ตอนนี้จะยังคงไม่ถึงจุดจบ แต่เรื่องทั้งหมดนั้นเริ่มต้นเมื่อกี่วันนี้เอง...

    ปกติฉันไม่เชื่อ เรื่องหาคู่เดทออนไลน์ ไม่เชื่อว่ามันจะทำให้เกิดความรู้โรมานซ์ได้ แต่ว่าในสุดฉันก็สมัครหลายเว็บด้วยกัน เว็บพวกนี้ช่วยได้มากทีเดียว เพราะฉันมีเวลาพบพูดคุยกับคนน้อยมาก คนที่เจออยู่ในชีวิตประจำน้อยจนแทบจะนับและจำชื่อได้ และเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันได้รับ “ไอคอนหัวใจ” จากเว็บ “วันศุกร์” จากคนหนึ่งคนเป็นเวลาต่อเนื่องหลายวัน เมล์กันอยู่สามสี่ครั้ง สุดท้ายก็แลก เอมเอสเอนกัน ฉันบอกว่าเค้าว่า ฉันจะมาเที่ยวนิวยอรคสุดสัปดาห์นี้ เค้าบอกว่าอยากเหมือนกันไม่ได้มานานแล้ว สุดท้ายเค้าก็จองโรงแรมอยู่ที่แถวไทม์สแควร์เป็นเวลาสองวันหนึ่งคืน

    เรา นัดเจอกันที่ร้านขายเครื่องสำอางค์น้ำหอมแถวๆ ไทม์สแควร์ หน้าตารูปร่างของงเค้าดูผิดไปจากบนเว็บมากๆ เค้าเป็นลูกครึ่งไทย อเมริกัน แต่พูดไทยไม่ได้เลย ตัวล่ำมากที่สุด หน้าตาถือว่าดูดี ฉันรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกดจากดวงตากลมโตสีน้ำตาลคู่นั้น... เราเดินเที่ยวและหาข้าวกินกันที่โซโฮ แวะซื้อไวน์จากนั้นกลับไปดื่มต่อที่ห้องเค้า เราคุยกันถูกคอ ชอบหนังแนวเดียวกัน เค้าชอบคนไทยเค้า identify ตัวเค้าว่าเป็นคนไทย เค้ารักประเทศไทย เค้าไม่ชอบอเมริกาเลย มีความคิดทีจะเปิดร้านกาแฟขนมปังข้างๆ มหาลัยในประเทศไทยเหมือนกัน ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเค้ามีทีท่าที่สงวนมาก ไม่แม้แตะต้องตัวกัน ฉันรับได้ ถือว่าดี
    วันรุ่งขึ้นเราไปกินข้าวกันแถวๆ upper east side แล้วเดินแถว ๆ penn station กันสองชั่วโมงก่อนที่จะส่งเค้าขึ้นรถกลับบ้าน ฉันอดส่งข้อความหาเค้าไม่ได้ ตอนที่เค้าอยู่บนรถ “I’m going to miss u” เพราะฉันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

    วันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าเค้าไม่ได้กระตือรือร้นที่จะคุยกันเหมือนก่อนเจอกัน อาจจะเพราะว่างานเค้ายุ่ง หรือว่าเค้าไม่ชอบฉันหรือป่าวก็ไม่รู้ ที่รู้ๆ ที่ฉันชอบเค้า
    ตอนนี้เข้าตีสามแล้ว แต่ฉันยังนอนไม่หลับ อยากจะเห็นออนไลน์แล้วคุยกับเค้าอีก เค้าคงไม่ได้คิดอะไรกันฉันหรอก คงเป็นแต่ฉันฝ่ายเดียว ฉันคิดเสียดาย นานๆ จะมีคนที่ฉันถูกใจคุยถูกคอเข้ามาในชีวิตฉันอยากจะให้คบกันนานๆ ต่อไป
    เวลา ฉันคบคน ฉันมีปัญหาสองอย่าง ฉันทำดีกับคนไม่ขึ้น ฉันไม่สามารถรักษามิตรภาพกับคนที่ฉันปลื้มมากๆ ได้ ฉันมี type ของคนที่จะเป็นคนรักของฉัน ฉันเลือก เลือกมาก ใครบอกว่าหน้าไม่มีส่วนเชื้อชาติไม่มีส่วน...ฉันเถียง

    ตอนนี้เป็น เวลาตีสามแล้ว แต่ฉันยังนอนไม่หลับ ฉันคิดถึงเค้า อยากจะคุยกับเค้า เห็นเค้าออนไลน์ ให้เค้าเป็นฝ่ายทักมาก่อนบ้าง แต่ก็นั้นแหละฉันจะทำอะไร นอกจากทำใจ
    June 09

    เธอผ่านเข้ามา...ฉันดีใจ เธอจากไป...ฉันคิดถึง

    BLP0090944_P

    หลังจากฟัง Ph.D. Defense เสร็จ ก็นั่งรถเมล์ต่อรถไฟ(ซับเวย์)มาหาหม่องตามที่ได้นัดกันไว้ตั้งแต่สามอาทิตย์ ที่แล้ว วันนี้ห้องหม่องดูแปลกตาไปมาก ไม่มีกลิ่นทำกับข้าว บ้านดูโล่ง ตั้งใจดูอีกที ห้องของกอล์ฟ(เพื่อนสนิทหม่อง)มีแต่ความว่างเปล่า ฉันเดินเข้าในไปห้องหม่อง แล้วเจอโน๊ตทิ้งไว้
    -----------------------------------------------------------------
    หม่อง


    รบกวนด้วย
    หนึ่ง ส่งกล่อง amazon ที่ไปรษณีย์
    สอง ขยะ recycle วันอาทิตย์
    สาม หนังสือ Washington DC ฝากคืนเอื้อง
    สี่ ของเลือกจะเอาไหนทิ้งไหนเก็บนะตามใจ
    ขอบคุณมากมายเลยที่ช่วยเหลือเรื่องที่พักพ่อน้องและทุกๆอย่าง อดทนตั้งใจเก็บเงินนะแก ชั้นไปก่อนละ รวยแล้วแกค่อยกลับนะ สู้ๆ


    ปล ฝากดูแลบ้านด้วย ให้สมกะที่เจ้าของบ้านรักชอบนะ


    Take care
    รักเพื่อน
    กอล์ฟ + พี่เทพ + ฮัก
    -----------------------------------------------------------------
    ฉัน พบข้อความนี้พร้อมกับบัตรเดบิตจำนวนสามใบที่เป็นชื่อของกอล์ฟทิ้งไว้ เดาเอาว่าคงทิ้งไว้ให้หม่องใช้ ฉันใจหายมาก... รู้จักกอล์ฟมาได้เกือบสองปี ไปมาหาสู่กันข้าวด้วยกัน คุยเรื่องชีวิตด้วยกัน ฝากกันซื้อของอยู่เกือบทุกเดือน มาตอนนี้ กอล์ฟได้กลับเมืองไทยไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาอเมริกาอีก


    ฉัน รู้จักกอล์ฟผ่านหม่อง เพราะว่ากอล์ฟเป็นคนชักชวนให้มาทำงานที่นิวยอร์ค สองคนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนตรีที่ ม.ช. ก่อนที่จะมาอเมริกา กอล์ฟก็โอนเงินเข้าบัญชีหม่องเป็นแสนๆ ถือว่าสนิทกันมากๆ เอาเข้าจริงๆ ฉันคิดว่าฉันไม่มีเพื่อนสนิทขนาดนี้ กอล์ฟไม่ได้ช่วยแต่หม่องเท่านั้น ยังช่วยผู้มาใหม่คนอื่น ทั้งคำปรึกษาและพาไปสมัครงานแบบ walk-in อีกด้วย


    “มา เลยจ้า ที่นี่นิวยอร์ค อะไรก็เกิดขึ้นได้ กอล์ฟมาเรียน ขากลับยังได้ลูกกลับบ้านเลย” กอล์ฟชวนให้เพื่อนที่กำลังลังเลมาเสี่ยงโชคที่นิวยอร์ค ถึงแม้คำว่า American Dream กำลังจะหืดแห้งในประเทศนี้ แต่โอกาสก็ยังเป็นของผู้ที่ดิ้นรนเสมอ...ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา กอล์ฟกับหม่องช่วยเหลือคนไว้ไม่ใช่น้อย ตอนนี้คงถึงเวลาที่แล้วกอล์ฟจะพัก


    “ทำไมกอล์ฟถึงกลับบ้านล่ะ”
    “อ๋อ ต้องกลับไปดูแลบ้านจ้าพี่ น้องสาวหนูมีความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จ ส่วนกอล์ฟได้ทำตามฝันของตัวเองแล้ว คงถึงเวลาที่น้องสาวกอล์ฟจะไปตามหาฝัน”
    ฉันมองไปที่โน๊ตที่กอล์ฟฝากไว้ให้หม่องอีกที


    “ขอบคุณมากมายเลยที่ช่วยเหลือเรื่องที่พักพ่อน้องและทุกๆอย่าง อดทนตั้งใจเก็บเงินนะแก ชั้นไปก่อนละ รวยแล้วแกค่อยกลับนะ สู้ๆ”

    หม่อง คงทำใจลำบากมากเลยทีเดียว นี่เป็นเวลาหลายวันแล้วที่หม่องไม่ได้กลับมาบ้าน เพราะไปพักที่บ้านเพื่อน หม่องบอกว่าอีกอย่างที่ไม่อยากกลับห้องก็เพราะยังทำใจไม่ได้ คนเคยอยู่กันมาปี ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่โล่งว่าง รอให้ผู้ค้นหาฝันคนต่อไปย้ายมาอยู่ ฉันว่าถึงแม้ว่ากอล์ฟกับหม่องจะไม่ได้เจอกันไปอีกนานแต่มิตรภาพที่ได้เกิด ขึ้นมานานแล้วคงจะอยู่กับสองคนนี้ตลอดไป


    ฉันอาจจะดูเป็นบุคคลที่สาม แต่ฉันรู้สึกผูกพันธ์กับสองคนนี้มาก ฉันรู้สึกว่าคุยกันถูกคอตั้งแต่วันแรกๆ ที่เจอกัน ส่วนหนึ่งที่ฉันหม่องและกอล์ฟเหมือนกันก็คือ ความเป็นเด็กบ้านนอก ฉันอยากจะบอกว่าความเป็นเด็กบ้านนอกและมีภูมิหลังที่ค่อนข้าง “ยาก” ลำบาก สิ่งพวกนี้หล่อหลอมให้เราแกร่ง สู้งาน จริงใจ และ “มองคนออก” ต่างคนเมืองที่เกิดมาในครอบครัวชนชนกลางที่ไม่เคยลำบากมาก่อน คนพวกนี้มักมองปัญหาชีวิตแบบไม่แทงตลอด...สอบไม่ผ่านร้องไห้...อกหักทำจะ เป็นจะตาย...บางก็โหยหาวันๆ คุยแต่เรื่องอยากมี “ใครสักคน” พูดตรง ๆ ฉันรับไม่ได้


    ทุกวัน มีคนเข้ามาในชีวิตเรามากมาย แต่คนที่เข้าใหม่ไม่เคยแทนที่คนเก่าได้โดยเฉพาะคนที่เธอเรียกว่าเพื่อน มิตรภาพไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ข้ามเดือน หรือข้ามปี แต่เป็นเหมือนเกาะที่เกิดจากการสั่งสมของตะกอนหินดิน เกาะนี้จะ firm เมื่อรู้สึกว่า firm เรื่องอย่างนี้ บอกกันไม่ได้ เค้ารู้กันเอง วันนี้วันจันทร์ หม่องกลับมาห้องเดิมแล้ว เป็นเวลาลำบากที่หม่องจะต้องเผชิญหน้ากับความจริง ฉันกับน้องต้นช่วยกันเคลียร์และทำความสะอาดห้องไปบางส่วน ถึงแม้ว่าข้าวของจะถูกเคลียร์จากห้องกอล์ฟแล้ว แต่ฉันว่าคงทรงจำของบุคคลที่ผูกไว้กับสถานที่จะคงอยู่ที่นั่นตลอดไป...และรอ ผู้สร้างตำนานใหม่ ที่สานต่อเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยผู้สร้างเนื้อสร้างตัวในมหานครแห่ง นี้ต่อไป ที่นี่คือนิวยอร์ค มหานครที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเป็นไปได้


    โชคดีกับเริ่มต้นที่เมืองไทย...กอล์ฟ
    โชคดีกับวันเวลาที่เหลือในนิวยอร์ค...หม่อง


    May 28

    ใครว่าเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยแล้วสบาย


    “ดูซิ นมวัวขึ้น มากินนมถั่วเหลืองมันก็ยังขึ้นอีก จะกินผักก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะแพงขึ้นไปอีก เนื้อก็ขึ้น ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็แย่งกันขึ้นแบบอัตราก้าวหน้า แต่เงินเดือนที่ทางรัฐบาลส่งมาให้ยังคงอัตราเดิมร่วมสิบปีเข้าไปแล้ว”

     

    ฉันถอดใจความสถานะภาพการเงินที่ตัวเองและเพื่อนนักเรียนทุนรัฐบาล(นทร)กำลังประสบอยู่ หลายคนคงคิดหมั่นไส้ว่า ได้ทุนแล้วยังเรียกร้องมากอีก ฉันขอเถียงว่า สิ่งที่ฉันกำลังเรียกร้องนั้น เป็นเรื่องมิใช่เล็กน้อย

     

    นทร. ที่ได้รับทุนมาเรียนต่างประเทศแบ่งตามฐานะการเงินได้สองกลุ่ม กลุ่มที่ครอบครัวมีความพร้อม (99%) กับกลุ่มที่ไม่มีความพร้อม (1%) ฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ครอบครัวไม่มีความพร้อม ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมาตั้งแต่ขึ้นมัธยม จนบัดนี้ก็ยังคงส่งเสียครอบครัวอยู่ แต่หลังๆ มานี้ อย่าว่าแต่ครอบครัวเลย ตัวเองยังเอาไม่รอด ค่าครองชีพไต่ระดับขึ้นแทบจะทุกครึ่งปี แต่เงินเดือนคงที่น้อยค่าลงไป แม้อยากจะทำงานนอกเอาเงินมาจุนเจือ แต่วีซ่านักเรียนก็ไม่อำนวยให้ทำงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย งานที่พอทำได้ก็เป็นงานตามโรงอาหารเก็บกวาดล้างจานทำกันสุดแรงแต่ก็ได้แค่ 7.50 เหรียญต่อชั่วโมง มิหนำซ้ำยังทำได้แค่ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เสียด้วย อีกงานก็เป็นงานห้องสมุด ทำงานไม่เป็นเวลา เงื่อนไขค่าแรงและชั่วโมงจำนวนนั้นเท่ากันกับงานโรงอาหาร พอเสร็จจากงานก็แทบจะนอนพับไม่เป็นอันเรียนกัน ลำพังงานวิจัยงานเรียนก็หนักพออยู่แล้ว ส่วนงานพวกผู้ช่วยนักวิจัยก็หายาก ชั่วโมงละ 15 เหรียญขึ้นไป แต่ถ้าไปเจออาจารย์ขี้เหนียวก็อย่าคิดว่าจะได้ คนที่เรียนมาทางสาย IT ค่อนข้างจะได้เปรียบ แต่ก็เสียเปรียบ “แขก” อยู่ดี พวกนี้ความ “กระเสือกกระสน” เกินคน

     

    ฉันไม่อยากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องเงินมาก เพราะว่าเหนื่อยเปล่า ไม่มีใครมาสนใจหรอก โดยเฉพาะหน่วยงานที่ดูแล นทร. มิหนำซ้ำอาจจะตราหน้าว่าเป็นพวกไม่รู้จักพอ (แต่ตามจริงให้เรียกว่าเป็นพวกไม่มีจะกิน) จะทำอย่างไรได้ ก็ฉันได้ “ขาย” จิตวิญญาณ เพื่อ “ซื้อ” อนาคตของตัวเองไปแล้ว ในสัญญาไม่ได้มีการระบุว่า “ผู้ซื้อ” จะดูแลทุกข์สุขของ “ผู้ขาย” ระหว่างฉันที่ทำงานวิจัยอยู่ที่ตึกของฉันจนถึงดึกดื่น ฉันเห็นนักการของตึกทำงานแล้วสะท้อนใจ แผนประกันสุขภาพของ นทร. ครอบคลุมเงื่อนไขความเจ็บป่วยต่างๆ ไม่ได้ครึ่งของนักการพวกนี้เลย เวลาเจ็บป่วยทีไร เข้าเนื้อทุกที เป็นเรื่องตลกที่ว่า ตอนที่ฉันทำงานในตำแหน่งบริหารอยู่กรุงเทพฯ ฉันไม่เคยเป็นหนี้เป็นสิ้นเลย แต่หลังจากได้รับทุน 1 ปี เงินเก็บฉันหมด และฉันเป็นหนี้อยู่จำนวนหนึ่ง

     

    ประเด็นของฉันก็คือ แม้ นทร ส่วนใหญ่มีความพร้อมทางการเงิน บางส่วนมีความพร้อม “จำกัด” หน่วยงานที่ดูแล นทร และพิจารณาเบี้ยเลี้ยงของ นทร รู้ทั้งรู้ว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่ก็นิ่งนอนใจ วีซ่าที่นักเรียนได้รับเป็นเหมือนพันธนาการ นทร ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือสถานะภาพทางการเงินของตัวเองได้ ถ้าฉันอยู่ในเมืองใหญ่แบบนิวยอร์คก็คงจะพอลักลอบทำงานกันได้บ้าง แต่นี่เมืองเล็ก จำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ(อ้วนๆ)นั้นพอกับจำนวนประชากรท้องถิ่น ถ้าถูกจับได้ก็ถูกส่งกลับพร้อมห้ามเข้ามาในประเทศมหาอำนาจจอมปลอมอีกตลอดชีวิต ประเทศนี้มันเป็นของคนขาวที่คิดว่ากะลาตัวเองใหญ่ที่สุดในจักรวาล ส่วนข้าราชการส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวที่มีเงิน ฉันไม่แน่ใจเค้าจะรู้ถึงความทุกข์ร้อนของ นทร ที่กำลังประสบอยู่หรือป่าว (เธอรู้ไหม ครอบครัวไทยที่มีเงินจริงๆ เค้าไม่อยากให้ลูกหลานทำงานลำบาก เลยพลักดันให้ทำงานราชการ ต่างจากครอบครัวไทย/จีนร่วมสมัยที่อยากให้ลูกหลานทำงานบริษัทในตำแหน่งสูง เงินเดือนดี)

     

    อย่างที่ฉันพูด จะทำอย่างไรได้ ก็ฉันได้ “ขาย” จิตวิญญาณ เพื่อ “ซื้อ” อนาคตของตัวเองไปแล้ว ในสัญญาไม่ได้มีการระบุว่า “ผู้ซื้อ” จะดูแลทุกข์สุขของ “ผู้ขาย” ...ก็เท่านั้นเอง...



    May 20

    ก้าวแรกสู่ The Netherlands

    มีคนเค้าบอกต่อกันมาว่า โอกาสเหมือนกามเทพที่หน้ามีปีกและขนหนา ส่วนด้านหลังนั้นโลนเกลี้ยงเกลา ฉันเห็นว่าจริง เมื่อโอกาสมาถึง มันช่างง่ายที่จะไขว่ขว้า แต่ถ้าโอกาสได้จากไปแล้ว เราไม่สามารถจะจับยึดไว้ได้ ตอนนี้ ฉันกำลังได้รับข้อเสนอจากมหาลัยที่ดังที่สุุดของประเทศ Netherlands ด้วยเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัสประจำที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เมื่อประมาณสองชั่วโมงก่อน ฉันได้รับโทรศัพท์สัมภาษณ์งานในตำแหน่งนั้น อย่างที่ว่า โลกนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด การเปลี่ยนแปลง และการโยกย้ายเป็นเรื่องธรรมดาในโลกใบนี้ ฉันคิดว่าฉันพร้อมแล้วที่จะผจญภัยในยุโรปแดนอารยธรรมคลาสสิก….Wish me luck!

    May 13

    Shit hits the fans. Some guys run, some guys stay.



    “หวัดดีพี่วัธ อยากปรึกษาเรื่องซื้อกล้องกับเครื่องสำอางค์หน่อย”
    “อ้าว...ทำไมตอนนี้ออนไลน์ได้ล่ะ ไม่ได้ทำช่วงนี้แล้วเหรอ...ปกติจะยุ่งนี่”
    “อ๋อ พี่ช่วงนี้ร้านไทยสโลว์มาก ทำงานหน่อยลง แต่ไม่ต้องห่วงนะพี่ ยังมีงานทำอยู่”

    น้องมิวส่งเอ็มมา ช่วงนี้น้องมิวมีเวลามากขึ้น ถึงแม้น้ำเสียงจะ Energetic แต่ฉันสามารถจับความรู้สึกเป็นกังวลในอนาคตของตัวเองในมหานครแห่งนี้

    ฉันมีสัมนาวิชาการเมื่อวันพุธที่แล้วที่ฟิลลาเดลเฟีย พอเสร็จจากประชุมในวันศุกร์ ฉันนั่งรถไปสายตรงไปที่นิวยอร์ค ควีนส์โดยทันที แสง สี เสียง ในมหานครนี้ทำให้ฉันรู้สึกมีพลังและหลายเหนื่อย... คืนวันศุกร์ฉันที่บาร์ท้องถิ่นในควีนส์ คนยังคราครั่งเหมือนเดิม โดยเฉพาะ “โก้” มากันให้เต็มร้าน แม้ว่าฉันจะฟังเพลงภาษาสเปนไม่ได้ แต่ฉันก็ entertain มิใช่น้อย แต่ในคืนวันเสาร์ ฉันไปที่บาร์ประจำที่ไม่เคยไปมาเป็นเวลาเกือสองเดือนใน แมนแฮตตั้น... ทันทีที่ฉันเข้าใน ฉันสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรุนแรง ปกติบาร์แห่งนี้จะเก็บค่าเข้าประตูประมาณ สิบเหรียญ แต่วันนี้เปลี่ยนเป็นห้าเหรียญ ค่าเครื่องเดิมปกติจะราคาประมาณ แปดเหรียญ แต่วันนี้เปลี่ยนเป็น ห้าเหรียญ คนที่เคยแน่นขนัด...กลับกลายเป็นเบาบางอย่างน่าใจหาย ส่วนแดนซ์ฟลอร์ที่เคยแทบจะไม่มีที่ยืน ก็กลายเป็นลานกว้างโล่ง ว่าแล้วฉันก็เลยนั่งรถไฟกลับมาที่ ควีนส์ บรรยากาศโดยรวมที่ควีนส์ยังคบคับคั่งเหมือนเดิม

    มีนักวิเคราะห์พูดกันว่าช่วงเศรษฐกิจขาลง ประชากรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนชั้นกลางชนชั้นเงินเดือนประจำ ไม่ค่อยจะมีคนให้บทวิเคราะห์ว่าทำไมต้องเป็นคนชั้นกลาง แล้วคนชั้นบนกับคนชั้นล่างล่ะ ทำไมพวกนี้เค้าถึงอยู่กันได้... คนชั้นกลางเป็นคนชนชั้นที่พยายามจะถีบตัวเองขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบการดำเนินชีวิต นี้เครดิตที่เกิดขึ้นเกือบจะทั้งหมดมาจากคนกลุ่มนี้ ชนกลุ่มนี้คิดเสมอว่าพรุ่งนี้ตื่นมาก็มีงานทำ ก็มีเงินเดือน แล้วก็มีหนี้เครดิตอยู่บ้างซึ่งใครๆ ก็มีกันทั้งนั้น จึงทำให้คนกลุ่มนี้ข้างเดือนร้อน แต่ยังนิ่งนอนใจ

    สำหรับคนในระดับบน กลุ่มนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว นอกจากจะมีเงินหนา ยังมีการวางแผนการเงินที่รอบที่มาจากการลงทุนและการกระจายความเสี่ยงทางการเงินในระหลายระดับ ส่วนคนชั้นแรงงาน น่าแปลกใจมากที่เค้า “ไม่ค่อย” มีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ พวกเค้ารู้ว่ามีเงินน้อย ดังนั้นจึง sensitive ของการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และความผันผวนทางการเมืองเป็นพิเศษ ถึงแม้เค้าจะไม่มีการลงทุนในตลาดเงินตราและตราสารหนี้ แต่เค้าวางแผนการเงินอย่างรอบคอบในระดับวันต่อวัน

    เมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันดู MSNBC เรื่องหนี้เครดิต รายการวิเคราะห์ไว้อย่างชัดเจนว่าต้นตอของหนี้เสียทั้งหมดนั้นเกิดมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังยุค 9/11 ที่ผิดพลาด ปธานาธบดีบ้านนอกออกมาพูด “อย่าให้เรื่องตึกเวิล์ดเทรดถล่มมาเป็นเรื่องใหญ่ ช่วยกันออกไปชอปปิ้งเพื่อให้เงินหมุนสะพัด” ผลที่ตามมาก็คือมีการลดดอกเบี้ยของสิ้นเชื่อ จากนั้นราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ขึ้นตามเนื่องจากคนสามารถกู้เงินได้ถูกลง วิกฤตการณ์แบบนี้เค้าเรียกกันว่า “House of cards” ตอนนี้คงตกงาน ไม่มีเงินที่จะจ่ายสินเชื่อ...ไพ่ใบล่างสุดคลอน ทำให้ไพ่ทั้งกองที่สร้างเป็นรูปบ้านพังทลายลงมา ไม่ใช่แค่เครดิตที่ทำให้ก่อนี้เท่านั้น บริษัทบัตรเองก็ใช่ย่อย ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ บริษัทเครดิตหลายที่ปรับ “Term of service” ใหม่ ขึ้นค่าธรรมเนียมอะไรต่างๆ มากมายจนลูกค้าตามไม่ทัน จนในที่สุดลูกค้าเปลี่ยนไปใช้บัตรเดบิตแทน ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาใหม่ เนื่องจากบัตรเดบิตยินยอมให้ลูกค้ารูดบัตรเกินจำนวนจริง แต่จะเก็บค่าธรรมเนียมมหาโหดบวกกันดอกเบี้ยรายวันอัตราก้าวหน้า

    ตอนนี้อเมริกามีผู้นำคนใหม่ แต่พูดตามจริงนะว่า ผู้นำคนนี้ดูเหมือนจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมากกว่าเป็นผู้นำทางความคิดและนโยบาย เค้าดูเหมือนกับ “Rock star” เมื่อหลายเดือนก่อนเค้าขึ้นภาษียาสูบ ตอนนี้เค้าจะขึ้นภาษี Fast food ซึ่งคนอเมริกันรายน้อยหมู่มากอาศัยอาหารจำพวกนี้เป็นแห่งพลังงานในการดำเนินชีพแบบรายวัน ตอนนี้เค้ากำลังวางแผนที่ขึ้นภาษีอื่นๆ อีกหลายรายการ ฉันกลัวเหลือเกินว่าเค้าจะเก็บภาษีจากอากาศที่ฉันหายใจด้วย...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...ฉันก็คงจะเถียงว่าไม่ยุติธรรมเพราะว่ากระเหรี่ยงอย่างฉันปอดเล็กและใช้อากาศน้อยกว่าพลเมืองประเทศนี้

    โดยภาพรวม ประเทศนี้กำลังล่มละลายทางเศรษฐกิจ มันก็มาจากผลพวงเศรษฐกิจ แต่ประเทศของฉันกำลังจะล้มละลายจากคนไทยทำลายกันเอง ตอนนี้ฉันไม่คิดที่จะกลับประเทศ แต่ฉันก็อยากที่จะอยู่ต่อในอเมริกา เมื่อต้นเดือน ฉันส่งใบสมัครไปที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในยุโรป ถ้าได้รับการตอบ ฉันจะย้ายไปอยู่ที่นั้นอย่างเป็นทางการ ไปใช้ชีวิตอยู่นั้นกคงเป็นเหมือนฉนวนที่กันฉันออกจากเรื่องราวที่ไม่สงบทั้งไทยและทั้งที่เมกาได้บ้าง



    March 31

    รสนิยมไม่นิยาม ตัดสินไม่ได้

     

    titanic_ver2 hawer-louis-vuitton-replicaestorecom lrg-1655-jessie_bradford_rogne_b1 toomanyhappymealsthumbfo6

    ระหว่างที่เดินอยู่ถนนในนิวยอร์คกับพี่พอลล่า ฝรั่งสูงขาวหน้าตาหล่อพอควรเดินสวนมา

    “อย่างงี้เลยคุณน้อง...คุณพี่ชอบหุ่นแบบนี้มากค่ะ

    อีกครั้งก็เดินอยู่แถวๆ 5th Ave. กับน้องหมิว

    “อุ้ยส์...พี่วัธ...ฝรั่งคนหล่อบาดใจน้องมากค่ะ”

    ฉันไม่ได้คิดที่จะ judge ใน dialogue ที่ฉันยกขึ้นมาหรอก ค่านิยมเรื่องความงามเป็นสิ่งอยู่เหนือเหตุผล สิ่งนี้เป็นความชอบส่วนบุคคล เป็นเรื่องรสนิยม เป็นเรื่องการหล่อหลอม เป็นเรื่องอิธิพลของสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่เป็นเรื่องของการล้างสมอง

    Pop culture สื่อตะวันตก อาหารขยะรสเลิศ แฟชั่นชั้นสูงแพงอย่างไร้สติ และความงามแบบ Hollywood สิ่งเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลกได้เร็วมากๆ ด้วยความคิดที่ว่าของพวกนี้เป็นสิ่งแปลกที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ทั่วโลกรับวัฒธรรมดังกล่าวนี้ไปโดยปริยาย มองในแง่ดี…โลกเรากำลังจะกลายเป็นชาติเดียวที่มีขนาดใหญ่ มองในแง่ร้าย…หลายอารยธรรมที่ใช้เวลาเพาะบ่มมาเป็นพันเป็นหมื่นปีกำลังถูกคุกคาม

    เกือบสิบห้าปีแล้วที่ Titanic ออกฉายแล้วกายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินที่สุดในโลก และยังเป็นขวัญใจของใครหลายๆ คนอยู่ ณ ปัจจุบัน Poster หนังเรื่องนี้พบได้ทั่วไปตามสังกะสีบุข้างฝาในย่านสลัมแหล่งเสื่อมโทรมในอินเดีย และตามบ้านที่ก่อด้วยอิฐด้วยดิน ชาวนาในประเทศจีนรับจ้างเกี่ยวข้าวอยู่ร่วมเดือน เพียงนำเงินที่ได้จากน้ำแรงมาเป็นค่ารถโดยสารเข้าเมืองไปซื้อ McDonald กิน ทั้งๆ ที่จริงแล้วก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆ ยังอร่อยและมีคุณค่ามากเสียกว่าชุด Happy Meal นั่นเสียอีก

    เป็นภาพชินตาในย่านควีนส์ นิวยอรค์ ที่จะเห็นผู้หญิงใช้แรงงาน วัยกลางคน ภูมิตะวันออกเฉียงใต้ ใส่ร้องเท้าผ้าใบคู่มอมแมม กางเกงหน้าๆ และเสื้อกันหนาวชนิดผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก (เอ๊ะ)แต่มือเธอถือกระเป๋า Louis Vuitton ถึงจะรุ่นถูกสุดแต่ราคาก็ตกใบละ $750

    เรื่องความงามก็เป็นอีกเรื่องที่ทั่วโลกได้รับอิธิพลมาจาก Hollywood ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียของเรานั้นเป็นเอามาก ผู้หญิงหลายคนหลงไหลกับ แพคเกจ ผิวขาว ตาสีฟ้า/สีเขียว ผมสีอ่อน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ บางคนถึงกลับประกาศลั่นจะเอาแพคเกจนี้กลับประเทศให้ได้ ฉันไม่ว่าอะไร ฉันไม่ตัดสิน

    ฉันเป็นผู้ชายเองยังมองว่าพวกฝรั่งมีโครงสร้างหน้าและร่างกายที่สมส่วน ออกกำลังกายเข้ายิมอีกนิดหน่อยให้ผลที่แตกต่างไม่ใช่น้อย ฉันพยามยามเข้ายิมอยู่เสมอ ซื้อเวทมาเล่าที่บ้านหมดไปหลายพันอยู่ แต่ก็ไม่เห็นจะมีกล้ามเนื้อขึ้นแบบเขา แม้จะแต่งตัวแบบเค้ามันก็ดูไม่ขึ้น เรามันคล้ำ เราไม่สูง โครงสร้างร่างกายไม่ได้

    สรุปแล้ว เราตกเป็นเหยื่อล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องความสวยงามและสุนทรียศาสตร์ของโลกตะวันตกไม่ใช่น้อย เราหลงไหล เราเชื่อ และเราก็ buy-in ความงามนั้น แต่ความงามนั้นใช่สิ่งที่ยั่งยืนหรือป่าว ในความงามนั้นมีอารยธรรมคุณค่าหรือป่าว คนเอเชียเรานี้อย่างที่ว่าเรามี School of Thoughts ที่เกี่ยวปรัชญามาก เน้นที่ความงามในระดับจิตวิญญาณ และความบันเทิงทางความคิด คิดจากประเทศตะวันตกที่จริตตกไปทางวัตถุและการประเมินค่ากันที่ภายนอก แม้แต่ปรัชญาของตะวันตกที่ว่าแน่แล้ว…เอาเข้าจริงก็หาสาระที่ลึกซึ้งไม่ได้

    แปลกแต่จริงทีว่าเรากลับมองว่าตะวันตกเป็นชาติที่ศิวิไลซ์ และในขณะเดียวกันพวกนี้ก็ได้ใจคิดว่าภูมิภาคเราล้าหลัง เวลาที่พวกเค้ามาบ้านเรา เราต้อนรับอย่างดี ด้วยน้ำใจไมตรีและรอยยิ้ม แต่เค้าไม่ค่อยจะให้เกียรติสิ่งเหล่านี้สักเท่าไหร่ ชาวอเมริกันหลายคนเดินทอดเสื้อในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยโดยไม่แคร์สายตาและวัฒนธรรมของเรา Designer ของ Aussiebum ออก Campaign ให้นายแบบหุ่นล่ำบึก ถอดเสื้อผ้าถ่ายแบบกางเกงในใจกลางตลาดสดเวียดนาม ยิ่งกว่านั้น…พวกเค้าที่คิดว่าตัวเองเจริญแล้วมองคนภูมิภาคเราด้วยสายตาดูถูกและปฏิบัติต่อด้วยความแตกต่าง (อันนี้ฉันขอข้ามรายละเอียด)

    เมื่อคืนก่อนฉันฟังรายการข่าวช่อง Fox News ขณะนั้นฉันกำลังติดตามข่าวเศรษฐกิจของประเทศนี้อยู่ บริษัทยนตร์ขนาดใหญ่กำลังจะล่ม แต่พวกผู้บริหารชั้นสูงออกโบนัสให้ตัวเอง แล้วเอาเรื่องความเป็นอยู่และการจ้างงานของพนักงานชั้นล่างมาเป็นโล่ปกป้องในเวลาที่บริษัทต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ลักษณะเยี่ยงนี้ ที่บ้านฉันเค้าเรียกกันว่า “ระยำ” ได้ใจ ฟังๆ ข่าวอยู่ แล้วฉันสะดุดกับประโยคประโยคหนึ่งของนักข่าวที่ว่า “ก็เพราะคนผิวขาว ตาสีฟ้า นี่แหละที่กำลังจะทำให้ประเทศนี้ล่มสลาย” ฉันรู้สึกแปลกใจมิใช่น้อยที่พวกเค้ารู้ตัวเอง ความเจริญที่ไม่ได้รากฐานมารองรับมันจะล่มสลายได้ง่าย โรม หรือ นครแอตแลนติส นั้นเป็นเครื่องเตือนใจได้อย่างดี เห็นอย่างนี้แล้ว เธอยังคิดว่า แพคเกจ ผิวขาว ตาสีฟ้า/สีเขียว ผมสีอ่อน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ จะให้อะไรแก่เธอบ้าง

    March 01

    เธอคิดเหรอ…ว่าเพื่อนไม่รู้

    friendship_quote_graphic_c4

    “เฮ้ย... เรามีปัญหากับเฮียอ่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเลย”

    “จะไปเรียนต่อเมกาต้องทำไงบ้าง”

    “ตอนนี้ไม่รู้จะเอาอย่างดีกับชีวิต”

    “เหงาจังเลย... ทำไงดี อยากจะมีใครสักคน”

    “เราอยากเรียนเมกา มีทุนอะไรม่ะ หาให้หน่อยซิ”

    ฉันมีเพื่อนแท้อยู่ไม่กี่คน สมัยเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนวัดประมาณ 4 คน สมัยเรียนที่จุฬาฯ ประมาณ 5 คน เพื่อนที่ กรุงเทพฯ รู้จักกันโดยบังเอิญ 3 คน ตอนทำงานประมาณ 3 คน เพื่อนที่ Penn State ประมาณ 4 คน ที่ New York City (Queens) อีกประมาณ 1 คน แต่ฉันกลับรู้สึก ฉันมีเพื่อน “แท้” ไม่มาก ทำให้ฉันทุ่มเทเวลากับพวกเค้าได้มากขึ้น

    เป็นเรื่องแปลกที่ฉันไม่ค่อยมีดวงเรื่องการคบคนสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “เพื่อน” ของฉันมักจะไม่ค่อยรู้จักการให้หรือการแบ่งปัน บางคนเห็นฉันเป็นที่พึ่งทางใจซึ่งความจริงฉันก็มีเรื่องหนักสมองมากอยู่แล้ว บางคนเห็นฉันเป็นกระโถนมีอะไรก้อมาระบายกับฉัน บางคนเห็นฉันเป็นหนังสือสงสัยเรื่องเรียนเรื่องงานก็มาถามแต่ฉัน บางคนเห็นฉันเป็น Talking Dict. หรือแม้แต่ตัวแปลภาษา เธอคิดเหรอ ว่าฉันไม่รู้ว่าเธอจ้องจะรับโดยไม่คิดที่จะให้หรือแบ่งปันอะไรกันบ้างเลย ฉันมีกรณีศึกษาอยู่หลายกรณี ฉันไม่ได้ให้เจ้าของกรณีเหล่านี้รู้สึกผิดหรอก แต่ฉันอยากจะกรณีเหล่านี้เป็นบทเรียนชีวิต คราวหลังที่เธอคิดจะคบใครสักคนโดยที่จะเค้า “ยอมรับ” เธอเป็นเพื่อน ก็ให้ปรับปรุงตัวเอง

    ฉันเขียนเรื่องเพื่อนอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าเขียนครั้งไหนมันก็คลาสสิกทุกครั้ง เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตของเธอ เค้าว่ากันว่า เพื่อนดีที่อยู่ใกล้มีคุณมากกว่าญาติพี่น้องที่อยู่ไกล ด้วยเหตุผลนี้เอง ทีทำให้ฉันให้ความสำคัญกับเพื่อนค่อนข้างมาก มีคนที่เข้ามาในชีวิตฉันหลายคน แต่มีแค่ไม่กี่คนที่คบด้วยแบบจริงจัง คนที่ฉันพูดด้วยปีละไม่ถึงชั่วโมงอาจจะสานความสัมพันธ์มากกว่าคนที่พูดด้วยอยู่ทุกสัปดาห์ก็ได้ ของแบบนี้ไม่ต้องบอกกันหรอก เพื่อนกันจริงๆ มองตากันโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำก็รู้กันอยู่

    ฉันอยากย้ำอีกหลายๆ ครั้งเรื่องการคบคน เธอจะคบใครโดยที่ไม่รู้จักให้และแบ่งปันก่อน เธอจะไม่เหลือใครเลย เพื่อนไม่ใช่ที่ที่เธอตักตวงผลประโยชน์ เธอคิดเหรอเพื่อนไม่ว่าเธอกำลังคิดกำลังทำอะไรอยู่ แล้วเพื่อนเธอเค้าไม่ได้โง่ แต่เค้าเมตตาเธอและให้โอกาสเธอเท่าที่ความอดทนของเค้ามีอยู่ ขอให้เธอระลึกถึงค่าของเพื่อนและค่าขอโอากาสไว้ให้มาก เพื่อนที่ดีไม่ได้เข้ามาในชีวิตเธอบ่อย และโอกาสก็ไม่ได้หากันได้ง่าย

    มีคนบอกว่า ในยามที่เธอทำให้เพื่อนเจ็บ...เพื่อนระบายความรู้สึกนั้นลงบนหาดทราบ...ห้วงทะเลแห่งเวลาจะทำให้ความรู้สึกนั้นจางไป ในยามที่เธอทำให้เพื่อนประทับใจ...เพื่อนจะสลักความรู้สึกนั้นลงบนก่อนหิน...จะคงอยู่ตลอดไปแม้รอยสลักนั้นจะจางลงบ้าง แต่ว่า...ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น หลายเรื่องที่อยากจะลืม...ดันจำได้แม่น...เรื่องเหล่านี้โดยส่วนมากเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีปะปน ดีอยู่ที่เธอจะสร้างรอยทรงจำแห่งความประทับใจไว้กับเพื่อน ฉันไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องทนแทนคุณของเพื่อนประดุจพ่อแม่ แต่ขอให้เธอ “คบเพื่อน” ให้เป็นก่อนที่เธอจะไม่มีใครให้คบ...ก็เท่านั้นเอง ใจเพื่อน...ใจเธอ ของอย่างนี้ไม่ได้อยู่กันที่การศึกษา ความรู้ ฐานะ อายุ ความคิดมีเสียง...อย่าคิดว่าเสียงความคิดของเธอไม่มีใครได้ยิน เธอคิดอะไรอยู่...มีเหรอว่าเพื่อนเธอจะไม่รู้

    February 24

    ทำงานให้หนัก ใช้วันว่างอย่างคุ้มค่าใน Queens, NYC

    dt e train

    “เฮ้…ฉันรู้จักคุณ”
    "ฉันก็รู้จักคุณทั้งสองคนเหมือนกัน”
    “เป็นไง ไปเที่ยวกลางคืนมาหรือป่าว”
    “เอ่อ นั่นไม่ใช่คำถามนะ!”
    “แล้วไปเที่ยวไหนมาบ้าง”
    “ก็ไปแถวๆ Chelsea กับ Manhattan เหมือนเดิมแหละ แต่ว่าเมื่อสองคืนไปแถว Queens, 74st มา สนุกดีเหมือนกัน”
    “อี๋ย์………น่ารังเกียจนะวัน ฉันไม่เคยย่างกรายเข้าไปแถวนั้นเลย”

    แอนโทนีเป็นหนุ่มนักกฎหมายฐานะดีมากชาวไต้หวันที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่มี สำเนียง ฉันกับแอนโทนี่รู้จักกันมาได้เกือบ 2 ปี และเมื่อวานเราก็เจอกันบนรถแวนขากลับจากนิวยอร์ค แอนโทนีหนึ่งในหลายคนที่คิดว่า Queens ไม่ใช่ที่ๆ สำหรับความบันเทิง ไม่ใช่ที่ศิวิไลซ์

    นิวยอรค์ซิตี้นั้นมี 4 ส่วน ส่วนที่หรูหาที่สุดคือ Manhattan มีอาคารสำนักงานสูงระฟ้า ย่านจับจ่ายสุดหรู โรงแรมปริ่มๆ หกดาวBronx เป็นย่านคนดำ ฉันเองฉันไม่เคยไปเหมือนกัน เห็นเค้าบอกกันว่ามันอันตราย Brookyn เป็นที่คนชั้นกลางถึงชั้นรวยมากอยู่กัน มีอาคารสำนักงานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่

    ส่วนย่านที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ Queens ย่านนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยและธุรกิจขนาดเล็กของคนชนชั้นแรงงาน (ส่วนต้วแล้วฉันไม่ชอบคำว่า "ชนชั้น" สักเท่าไหร่ เหมือนไม่ให้เกียรติกัน) ฉันพักอยู่กับหม่องในย่าน Queens ทุกครั้งที่มานิวยอรค์ แต่ฉันไม่ได้เห็นความสำคัญของที่พักฉันเลย มาจนกระทั้งเมื่อคืนวันเสาร์

    คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา หม่อง ต้นข้าว และฉันออกไปเที่ยวด้วยกันแถวถนน 74th เป็นชุมทางงรถไฟสาย local และ subway ที่จะเข้าสู่เมือง แถวนี้มีร้านค้าและแหล่งบันเทิงอัดตัวกันอย่างแน่น ถึงแม้ว่าจะไม่ใหญ่ ไม่หรู เท่า Manhattan แต่นับว่าดีพอและพอเพียงสำหรับคนที่นี่แล้ว ฉันนัดหม่องไว้ตีหนึ่ง ถึงเวลานัดหมาย พวกเรามุ่งไปที่บาร์ที่ตกลงกันเอาไว้ ร้านส่วนมากยังเปิดอยู่ ส่วนใหญ่เปิดกัน 24 ชม เพื่อตอบสนองของคนทำงานเป็นกะ นับเป็นย่านของคนทำงานหนักอย่างแท้จริง

    "โหพี่ แน่นมากจัง เปลี่ยนร้านเถอะ" หม่องอิดออด
    สุด ท้ายก็เปลี่ยนมาร้านกล่องดนตรี ทันที่ฉันเข้าไปในร้านนี้ฉันบอกได้เลยว่า เป็นร้านที่บรรยากาศดีมาก ผู้คนครึกครื้น ทั้งร้านใช้แต่ภาษาสเปน ดนตรีก็ลาตินมากๆ แทบจะซาซ่ากันทั้งร้าน ที่ฉันประทับที่สุดคือ คนที่นั้นคุยกันแบบไม่ถือตัว บรรยากาศแบบนี้ไม่สามารถหาได้จาก Manhattan 

    685.x480.ft.the.music.box.8


    "ว่าไงพ่อหนุ่ม มาคนเดียวเหรอ อยู่แถวไหนกัน" มีโก้สองสามคนเข้ามาคุยกับฉันกับหม่อง

     ฉัน เห็นว่าหม่องกำลังคุยอย่างมีความสุขก็เลยผละตัวออกมา แต่อย่างว่าหม่องมีผิวหน้าทีละม้ายกับโก้มากทีเดียว จึงไม่แปลกถ้าคืนนี้จะเป็นคืนของหม่อง รู้ตัวอีกทีต้นข้าวก็เข้ามาฟ้อง


    "พี่วัธ ไปช่วยหม่องหน่อย ถูกโก้รุม" "อ้าว พี่นึกว่าหม่องชอบ.............."
    "ขอโทษทีทุกๆ คน สงสัยว่าฉันจะต้องขอตัวเพื่อนของฉันหน่อย เพื่อนๆ คนในกลุ่มของฉัน คิดถึงนายคนนี้"

    สักตีสามกว่าๆ ว่าแล้วสามคนไทยในบาร์ลาติโนก็แยกย้ายกับบ้านเดียวกัน ระหว่างทางเดินกลับบ้านหม่องชี้ให้ดูร้านคาราโอเกะคนไทยที่อยู่ชั้นเบสเมนต์

    "พี่นี่แหละ ร้านคนไทย ลองเข้าไปดูม่ะ เค้าเปิดถึงเช้า"

    นับ ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกอยู่ ตอนแรกว่าจะเข้าไปเดินดูเล่นๆ แต่เอาเข้าจริงอยู่กันเกือบ 2 ชม. ต้นกินเบียร์อย่างสงบเสงี่ยม หม่องเต้น-เมาท์ อย่างมีความสุข ส่วนฉันเต้นเกินค่าเบียร์ไปประมาณหมื่นเท่า คนอื่นๆ ในร้านคงว่านรกแตกที่ไหน ทำไมสามคนไทยนี้ถึงได้เต้นกันเดินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ ออกจากร้านตอนประมาณ 6 โมงเช้า กินข้าวต่อที่ร้านโก้ แล้วก็ทิปแบบรุนแรงห์จนแคชเชียร์โก้ตะลึง

    20080806DelhiExt2

    คืนวันเสาร์ที่แล้ว นับว่าเป็นคืนแรกที่ฉันมาถึง Queens จริงๆ ความสุข ความสนุก นั้นหาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน คนทุกระดับชนชั้นวรรณะต่างมีวิธีการของตัวเองที่ชื่นชมโลกในแบบที่พวกเค้า อยู่ หลายคนจ่ายเงินหลักพัน เพื่อเข้าสถานบันเทิงโดยไม่ได้ดื่มสักดริงค์ พวกเค้าอ้างว่าเข้าไปเอาบรรยากาศ แท้จริงแล้ว...มันมีบรรยากาศที่เธอหวังอยู่หรือป่าว บางทีความบันเทิงที่เรียบง่ายแบบบ้านๆ อาจให้ความสุขที่เข้มข้นกว่าเป็นไหนๆ ว่าแล้ว สุดสัปดาห์นี้ฉันคงไม่ได้ New York City หรือ Queens ฉันจะใช้เวลากับเพื่อนของฉันที่ State College


    January 23

    คบใครสร้างบ้าน

    buildit4

    “วัน เป็นไงบ้างว่ะ เหงาป่าว”

    “ก็เรื่อยๆ ว่ะ เบื่อๆ อยากจะย้ายไปอยู่นิวยอร์คจริงๆ”

    “อ้าว…เหงาซิมึง มีเพื่อนฝรั่งเยอะหรือป่าวว่ะ”

    “ไม่ค่อยเท่าไหร่อ่ะ ที่นี่มีแต่เด็ก คุยแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง”

    ฉันยังพอจำบทสนทนากับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันได้ในวันที่มาเหยียบแผ่นดินนี้ใหม่ๆ ฉันทำตัวสม่ำเสมอตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงที่อยู่เมืองไทยหรืออยู่เมืองนอก ถ้าเธอเป็นเพื่อนสนิทของฉันจริงๆ เธอจะรู้ว่าฉันคบคนรุ่นเดียวกันกับฉันน้อยมาก ถือว่านับคนได้เลย ส่วนคนที่อ่อนกว่าฉัน ฉันไม่ค่อยที่สุงสิงมากเท่าไหร่ เพื่อนของฉันส่วนใหญ่อายุมากกว่าฉัน 5 ถึง 15 ปี คบกันแบบพี่น้อง มีเล่นมีแซวบ้างแต่ก็มีสัมมาคารวะกันโดยตลอด โดยส่วนตัวแล้ว กับเพื่อนรุ่นพี่ที่ฉัน entitle ว่าเป็นเพื่อนจริงๆ เราไม่ค่อยมีปัญหากัน กับเพื่อนรุ่นใกล้เคียงกัน มีปัญหาบ้าง แต่กับเด็กๆ ฉันมีปัญหาทุกครั้ง อย่าว่าแต่เพื่อนเลย แฟนคนแรกของฉันที่อายุอ่อนกว่าไม่กี่ปียังมีปัญหากันเลย ความประทับใจอันนี้ ไม่ได้เกิดช่วงข้ามคืน แต่สะสมสืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

    เรื่องที่ฉันมีปัญหามากที่สุดกับเด็กๆ ก็คือ เรื่องการไม่รู้จักกาลเทศะ และไม่เข้าใจความหมายโดยนัยของคำพูด ตีความคำพูดในด้านร้าย พูดจาแบบใช้ความคิดน้อยไปหน่อย และแย่ที่สุดคือการคิดที่จะเป็นเพียงผู้รับอย่างเดียวโดยไม่คิดที่จะเป็นผู้ให้

    คนพอรู้จักเด็กอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ค่อยรู้จักการพูดจาไม่รู้จักกาลเทศะ คิดจะพูดอะไรก็พูด คำพูดบางคำเช่นพูดเล่นเนี้ยะ ควรจะสถานการณ์และระยะห่างระหว่างบุคคลด้วย คำว่าสนิทไม่สามารถมาลบล้างความอาวุโสได้ บางทีฉันตกใจมากที่ได้ยินเด็กบางคนเล่นลามปามขนาดขึ้นญาติผู้ใหญ่ มันมากไปเธอว่าม่ะ อันนี้ฉันขอบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับระดับการศึกษา แต่มันขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู

    เด็กบางประเภทก็ไม่รู้จักคำว่า “ให้” ได้แต่คำว่า “รับ” มีเรื่องหนึ่งที่เข็ดขยาดที่สุด คือเรื่องชวนเด็กกินข้าว ทันทีที่ฉันสุดเสียงทักทายคำเชิญ เสียงที่ได้ยินกลับคือ “พี่จะเลี้ยงเหรอ” ครั้งสองครั้งไม่เท่า ที่หลายๆ ครั้ง เธอเองก็ไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับฉัน แล้วทำไมฉันจะต้องเลี้ยงเธอด้วย แต่ก็ดีที่เด็กๆ พวกนี้มันแสดงตัวออกมาว่าเห็นแก่ “รับ” ตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เจอ สิ่งเหล่านี้มันอยู่ใน “นิสัยใสส่วนลึก” นะ ปกปิดกันไม่ได้ กลบกลื่นกันไม่ทัน

    เด็กดาวฤกษ์ศูนย์กลางระบบสุริยะ อันนี้ก็ผลพวงส่วนหนึ่งมาจากการไม่รู้จักกาลเทศะ ฉันรู้สึกไม่พอใจมากเลยที่เห็นผู้ใหญ่หลายๆ คนต้องมาตามใจเด็กเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะไปเที่ยว กินข้าว หรือเดินห้างก็พาลเป็นปัญหาไปทั้งหมด ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่เธอออกแบบทั้งหมด เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงเด็กชาย จนสุดท้ายต้องตัดทิ้งดีกว่าเสียเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่ม

    เด็กโข่ง เด็กบางคนอายุเกินเบญจเพศ บางคนมีครอบครัว แล้วยังทำตัวแบบเด็กๆ เค้าเรียกว่าทำตัวไม่สมอายุนะมันไม่ได้น่าเอ็นดูเลย ไม่เคยคิดจะเรียนรู้อะไรที่เกี่ยวกับโลกบ้างเลย เพียงแค่ได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นหน้าก็แทบอยากจะบินกลับไทยกันเลยทีเดียว มันน่าสะอิดสะเอียน ทำผิดเรื่องเดิมอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญคือรู้ว่าตัวเองผิด แต่แก้ไขอะไรเลย

    สรุปแล้ว ฉันอยากจะบอกว่า “ความเป็นเด็ก” มันมีอยู่ในตัวทุกคนนั้นแหละ และก็เป็นเรื่องดี ความเป็นเด็กมันเป็นพลังของชีวิต พลังของการเรียนรู้และลองผิดลองถูก แต่เธอควรที่จะควบคุมและเอาความเป็นเด็กนี้ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ อายุน้อยกว่าไม่ใช่ข้ออ้างที่เธอจะเอาไปใช้ในการดำเนินชีวิตบ่อยๆ แล้วก็ไม่ว่าทุกคนจะให้อภัยเธอเสมอไป

    January 11

    รักในมหานครแห่งโลก ตอนที่ 2 – รักของชนกลุ่มน้อย

    DSC00185

    หลังจากที่ได้ข้อความทางอีเมล์ว่าฉันได้บัตรเครดิตเพิ่มมา 4 ใบ (Macy’s, CibiBank, Fidelity, และ CapitalOne) ซึ่งรวมวงเงินกันแล้วประมาณเกือบ 8,000 เหรียญ ฉันตัดสินใจที่จะไป spend winter break ใน New York City เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พักที่บ้านน้องหม่องที่ควีนส์ 1 สัปดาห์ พักที่บ้านเพื่อนอองเดร์ที่นิวเจอร์ซี่นิวบรูซวิค 4 วัน ไปเยี่ยมพี่แดนนี่เจ้าของร้านอาหารไทยที่เชลซี 1 ชั่วโมง เจอเพื่อนใหม่ 5 คน ไปเที่ยวนิวยอรค์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่อย่างที่ฉันเคยบอกไว้แล้ว ความสนุกเท่าเดิม แต่ความประทับใจมากขึ้น ไม่เรื่องของสถานที่หรอก...แต่เป็นเรื่องของคน

    ถ้าเธอรู้จักฉันดีพอ เธอคงรู้ว่าจุดประสงค์หลักๆ ของการนิวยอร์คนั้นเพื่อสังสรรค์ ฉากและแอคชั่นในคลับนั้นช่วยให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายมากเลยทีเดียว... คืนวันที่ 30 ปลายปีที่แล้ว ฉันออกไปเที่ยวที่ที่ดังที่สุดใน Manhattan ขากลับ ฉันขึ้น subway กลับไปที่ควีนส์ (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที) ฉันสะดุดภาพที่เห็นของคนคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉัน (ดูภาพข้างบนเอานะ) ภาพนี้มีให้เห็นดูดาษดื่นทั่วนิวยอร์ กลายเป็นเรื่องธรรมดา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pop Couture ไปแล้ว

    อย่างที่ฉันเคยพูดไว้แล้ว ความรักเป็นภาษาสากล ไม่จำกัดเพศ อายุ ศาสนา การศึกษา ต่างๆนานา แต่หลายครั้งที่ในสังคมประเมินค่าความรักในแบบหญิง-หญิง ชาย-ชาย ว่ามีค่าน้อยกว่าความของคนต่างเพศ ฉันไม่เห็นด้วยหรอก ฉันได้สัมผัสความแบบนี้พอสมควรเนื่องจากคนใกล้ตัวฉัน น้าของฉันก็หญิงรักหญิง อาจารย์ที่ปรึกษาฉันก็เป็นหญิงรักหญิง ส่วนของฉันหลายคนทั้งที่ใน กทม และใน นิวยอร์คก็เป็นชายรักชายอยู่หลายคน เรื่องราวความผิดหวังของเค้ามีให้เล่าขานอยู่ไม่น้อย

    เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน น้าของฉันทำงานที่อยู่การบินไทย มีตำแหน่งหน้าที่พอสมควร ยิ่งรายได้แล้วไม่ต้องพูดถึง มีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ต่างมาติดน้าฉัน น้าฉันเองก็ใช้เงินไปไม่น้อย เดินทางไปเที่ยวรอบโลก สร้างบ้าน สร้างฟาร์มปศุสัตว์ให้กับสาวๆ ที่เข้ามาในชีวิตของน้า ใช่แล้ว...น้าทุ่มไม่อั้นด้วยความหวังที่ว่าน้าจะได้ความรักแท้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ความหวังนี้เป็นเครื่องพันธนาการน้าของฉันให้ลุ่มหลงไปกับคำหลอกลวง เม็ดเงินทุ่มลงไป จากแสนเป็นล้าน จากล้านเป็นหลายล้าน หมดไปในช่วงเวลาเพียงพริบตา จากคนมีเงินมหาศาล...ใครจะเชื่อว่าตอนนี้ ผู้หญิงในวัยห้าสิบกว่าๆ ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหารเล็กในซีแอตเติลด้วยความหวังที่ว่า...จะหาเงินเก็บไว้ใช้ในยามที่สังขารเกือบจะแตกดับ

    เพื่อนชาย(รักชาย)ของฉันจำนวนที่ไม่น้อยที่โหยหายความรักเป็นที่สุด ฉันเคยไปสัมผัสชีวิตของพวกเค้ามาแล้ว โลกของพวกเค้า...หมุนเร็วกว่าปกติ ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โลกของพวกเค้าเป็นโลกที่ค่อนข้าง expressive เน้นการแสดงออก และพวกเค้าส่วนมากมักจะ involve เหล้า ยา แสง สี อย่างขาดเสียไม่ได้ และสิ่งพวกนี้เอง ที่ให้สังคมส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จริงจังกับพวกเค้า ทอดทิ้งพวกเค้า พวกเค้ารู้สึกโดดเดี่ยวจึงรวมตัวกันอย่างแน่นหนา...และมี “ปฏิสัมพันธ์” ภายในกลุ่มมากขึ้น...เธอคงรู้นะว่าฉันหมายถึงอะไร “ปฏิสัมพันธ์”

    เพื่อนใหม่ของฉันชื่อ Mike ทำงานเป็นนักวิจัยของ NGO มีออฟฟิสหรูอยู่ที่ Wall Street ได้บอกเล่าความโหดร้ายของโลกร้ายที่ปลิดชีวิตกลุ่มรักเพศเดียวกันในนิวยอร์คให้ฉันฟัง ในช่วงปี 80s เป็นช่วงที่กลุ่มรักเพศเดียวกันจบชีวิตเหมือนกับใบไม้ร่วงใน Central Park นับว่าเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การแพร่กระจายของโรค AIDs เป็นไปอย่างไม่สามารถหยุดยั้งได้ Mike เล่าว่า เค้าเสียเพื่อนรักไปเกือบจะทั้งหมด ส่วนรัฐบาลกลางเองก็ “มิได้ใส่ใจ” อะไรเลย ในตอนปลาย 80s ในช่วยที่โรคร้ายกำลังหยุดการแพร่ระบาดเนื่องความประชาชนมีความรู้เรื่องการป้องกันมาขึ้น กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตได้เอารายชื่อของคนในครอบครัวของเองมาเขียนลงเศษผ้าสี่เหลี่ยม เย็บติดรวมกันเอานำไปวางที่ Washington, D.C. เธอเชื่อไหม ขนาดของเศษแผ่นผ้าพวกนั้นมีขนาดเป็น 11 เท่าของความใหญ่ของสนามฟุตบอลมาตรฐาน

    คนอาจจะตีความหลายความรู้สึกกับภาพที่เกิดต่อหน้าฉันในซับเวย์คันนั้น แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าเป็นภาพที่สวยงาม ไม่ว่าเจ้าของภาพจะรู้ตัวหรือไม่ ฉันบอกได้เลยว่าพวกเค้าจะต้องเจอกับสุข ความผิดหวัง ความหลวงลวง ความมั่วเมาในโลกที่ไม่ได้ถูกสร้าง “มาเพื่อสิ่งนี้” อีกมาก ความรักของพวกเค้า เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ เกิดและดับได้ในชั่วพริบตา ต่างกับความรักชาญหญิงที่มีนอร์มทางสังคมเข้ามาเป็น bond ที่พันธนาการพวกเค้าไปได้ด้วย...

    อย่างที่พวกเค้าว่ากัน มีรักแล้วเสียรักไป ดีกว่าไม่เคยมีรักเสียเลย ความรักของคนต่างเพศว่ากันว่าหาได้อยากแล้ว ฉันว่าความรัก(แท้)ของคนเพศเดียวกันยิ่งหาได้ยากกว่า ถึงแม้ว่าได้ความรักมาแล้ว การถนอมรักนั้นยิ่งเป็นเรื่องเปราะบางกว่า... ว่าไปแล้ว ชีวิต(รวมถึงความรัก)ของใครจะสำเร็จรูป การดำเนินชีวิตและการเดินทางของความรักนั้นทำให้ฉันถึงคำๆ หนึ่ง Experience นั้นแปลว่าประสบการณ์ ศัพท์คำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Experiment ซึ่งแปลว่าการทดลอง...ลองผิดลองถูก ถ้าไม่มีผิดมีแต่ถูก ก็คงไม่ใช่ experiment และถ้าไม่มี experiment ก็คงจะก่อเกิด experience ไม่ได้... ไม่ว่าเธอจะเป็นเพศไหน มีความชอบแบบใด เธอต่างไม่มีทางหลุดพ้นจากความจริงนี้ไปได้

    January 07

    รักในมหานครแห่งโลก ตอนที่ 1 - อักหักให้คุ้ม

    Be young, be foolish, be happy…
    เสียงเพลงลอยออกจากร้าน Abercrombie and Fitch อย่างรุนแรงห์ ถ้าเธอเคยเข้าร้านนี้พวกเธอคงรู้ดีว่าร้านนี้เปิดเพลงแบบ Rerun กันแทบทุกชั่วโมง ฉันฟังอย่างหาไม่ได้ แต่ฟัง ๆ คิดๆ ไปก็รู้สึกเห็นด้วยอย่างมากกับเนื้อเพลงอยู่ท่อนหนึ่ง  “Be young, be foolish, be happy”
     
    การเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่งามสง่า แต่ความหนุ่มสาวนั้นมีข้อดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ช่วงหนุ่มสาว...เราสามารถลองถูกลองผิดได้มาก...อย่างไม่ต้องกังวลกับการไปเริ่มต้นใหม่...ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลา สำหรับฉันแล้วเรื่องเรียนและเรื่องความรักเป็นเรื่องที่ Occupy เวลาในชีวิตของฉันไปค่อนข้างมาก หน้าที่หลักคือเรียนให้จบ ป.เอก จากนั้นกลับไปทำงานรับใช้บ้านเมือง แต่อีกด้านฉันก็มีชีวิตส่วนตัว เพื่อนๆ ของฉันมีปัญหาเดียวกันและถกกันอยู่บ่อยๆ ปัญหาหัวใจ โดยเฉพาะเรื่องของความรักและวัฒนธรรม
     
    ความรักเป็นภาษาสากล เค้าว่ากันอย่างนั้น ฉันไม่ขัดแต่ฉันไม่ชอบเพราะว่ามันฟังดูสวยงามเกินความเป็นจริง มันให้ความหวังกับคนฟังมากจนเกินไป และความหวังนี้แหละที่เป็นเรื่องพันธนาการจิตใจของมนุษย์ให้ทรมานและทนต่อความโหดร้าย คำโกหก และ...ความฝันแบบลมๆ แล้ง ในหลากหลายรูปแบบ คนใกล้ตัวฉันหลายคนมีความคิดเรื่องคู่ครองเป็นชาวต่างชาติ ที่สมหวังมาก แต่ที่ไม่สมหวังยิ่งมีมากกว่า เรื่องของวัฒนธรรม(หรือป่าว)นั้นสร้างสับสนเสียจริงๆ
     
    “มาถึงเมกา แล้วจะมาเอาคนเอเชียอีกด้วยกันทำไมล่ะ” อดีตเพื่อนของฉันที่อยู่เท็กซัสพูดไว้ ฉันก็เห็นด้วย...ไม่ขัดกัน อย่างไงก็เถอะ ความรักอย่างเดียวไม่พอหรอกนะ ความเข้าใจต้องมีด้วย ฉันถึงได้บอกว่าวัฒนธรรมมีผล คนผิวขาวชาวตะวันตกมี Logic ที่ผิดกันกับชาวผิวเหลืองแบบตะวันออกของเราพอสมควร เรื่องแรกคือเรื่องการ treat การทักทาย อย่างที่เธออาจเคยรู้แล้ว เค้าสวัสดีเธอวันนี้ พรุ่งนี้เค้าอาจจะจำเธอไม่ได้เลยก็ได้ เค้าทำดีกับเธอในวันนี้แต่ในวันหนึ่งที่เค้าอยากปลีกตัว เค้าก็ปลีกตัวออกทันที เคยโทรหาหรือส่งข้อความมาบ่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็หยุดโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ...
     
    มิตรภาพแบบฉาบฉวยแบบนี้เกิดขึ้นและจบลงได้บ่อยๆ บางคนเคยถึงกับวิจารณ์ว่าพฤิตกรรมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของชาติตะวันตกนี้ เหมือนสุนัขเลี้ยงลูก สุนัขโดยทั่วไปดูแลลูกของตัวเองอย่างดีมากๆ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ทิ้งลูกไปอย่างหน้าเฉยให้ไปหากินตามอัธยาศัย ข้อความนี้แรงไปแต่มีความจริงปรากฎอยู่บ้าง...ฉันเชื่ออย่างนั้นเพราะประสบการณ์ตรงของฉัน เพราะฉะนั้นความรักในต่างแดนมีหลุมพลางทางวัฒนธรรมอยู่เยอะ คนดีๆมีมากถ้าเธอหาเจอ แล้วเธอคิดว่าคนไม่มีดีน้อยอยู่รึ ขอรอบคอบกับความรู้สึกตัวเอง อย่างที่เค้าว่ากันว่า hope for the best, expect for the worst
     
    อย่างไรก็ตาม คนเราย่อมทำผิด ถ้าเธอยังเยาว์อยู่ คนให้กำลังใจว่ายังมีโอกาสอยู่หลาย  ใช้ความเยาว์เป็นโอกาส เกี่ยวประสบการณ์ ดูดดื่ม กล้ำกลื่น เรียนรู้ที่จะชอกช้ำ เรียนรู้ที่ลุกหลังจากที่ล้ม จับทิศทางให้แม้ว่าเธอจะหลังทางอยู่ในต่างที่ แต่เธอพึงสังวรให้ดี ความเยาว์มีวันหมดอายุ เวลาของเธอมีจำกัด เธอจะเป็นครูที่ดีของเธอแต่ครูคนนี้ลงท้ายด้วยการฆ่าลูกศิษย์ของตัวเองเสมอ เพราะฉะนั้น ทำผิดได้แต่อย่าบ่อยเพราะว่ามันทำให้เธอเจ็บ แล้ว...อย่างที่เค้าว่ากัน...เจ็บแล้วจำคือคน...เจ็บแล้วทนคืออะไร? (น้า)
    December 06

    Fashionista, ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา...สมอาภรณ์ควรแก่เพลา...มิตรตั้งให้

    Fashionista (noun) A person devoted to fashion clothing, particularily unique or high fashion. A person not to be called a fashionista would be someone who obsessively follows trends. REAL fashionistas do not believe in trends.

    “เสื้อสวยโค้ทสวยจัง ได้ไปจากไหนมา อ๋อ อันนี้ได้มาจาก Zara ที่ 5th Avenue ที่ New York เมื่อปลายปีก่อนแน่ะ”

    “เสื้อยืดทรงดีจัง ยี่ห้ออะไรเหรอ” “อันนี้ของ Armani ซื้อมาจากที่เดียวกันนั่นแหละ เมื่อสองปีก่อน”

    “กางสีขาวนวลนี่ล่ะ ทรงนี้ทรงนี้มีขายที่นี่ด้วยเหรอ สวยจัง” “ป่าวครับ อันนี้ของ Castro ได้มาจาก Siam Paragon ถ้าเป็นกางเกงยีนส์ต้อง Guess เพราะว่าเข้าทำ Bootcut ได้สวยมาก เข็มขัดที่สวย ๆ ก็ต้อง DKNY หรือไม่ก็ CK”

    “เหมือนวันติดแบรนด์ เนอะ” “ป่าวหรอก ผมไม่ได้อะไรหรอก ดูซิวันนี้ เสื้อนอก Zara เสื้อยืด Armani เข็มขัด DKNY กางเกง Guess รองเท้า Diesel กระเป๋าสะพายก็ Zara แว่นตา Kenneth Cole เห็นม่ะ ตั้งหลายแบรด์ ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์(เพียงแบรนด์เดียว)”

    หลายในหลายๆ คนที่มองเห็นตัวฉันในวันนี้ ต่างไม่เชื่อว่าความจริงแล้วฉันเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน ชนิดที่ว่าเล่นกับควายแล้วก็นอนตามกองฟางทีเดียว พอโตขึ้นมาหน่อยฉันเริ่มรับรู้ความจริงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการ “ดู” คนที่แม่นยำที่สุดนั้น เค้า “ดู” กันที่จิตใจ ใช่แล้ว...ฉันไม่เห็นความสำคัญของเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งถือมหาลัย หลายคนจัดให้ฉันเป็นหนึ่งในคนที่แต่งตัวได้แย่ที่สุดเลยทีเดียว (แต่งตัวแย่ อันนี้แย่กว่า แต่งตัวเฉยนะ) แต่ฉันเองไม่รู้สึกเดือนร้อนเลย ฉันว่าคนที่มองคน (ฉัน) และตัดสินใจภายนอกนั้น...เป็นคนตื้นเขิน และฉันไม่อยากจะสมาคมกับคนตื้นเขิน ต่อมาไม่นานนัก ฉันทิ้งความคิดนี้อย่างสิ้นเชิง

    ช่วงที่ฉันเรียน ป.ตรี ปีต้น ๆ ฉันได้รู้จักเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เรามีความสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เราต่างสอนพิเศษกันทั้งหมด ในที่สุด เราก็เกือบจะตกลงลงแรงช่วยกันทำโรงเรียนของตัวเอง แต่โครงการนี้ล่มตั้งแต่เฟสที่สอง มีปัญหาในเรื่องการวางตารางเรียน เพื่อนกลุ่มนั้นว่าร้ายฉันว่าฉันจัดตารางสอนเข้าข้างตัวเองเพื่อให้ได้ชั่วโมงสอนเยอะกว่าใคร ซึ่งไม่เห็นความจริง แต่ฉันได้ยินมาว่า เค้าตัดสินฉันที่ว่าฉันแต่งตัวซอมซ่อ สถานะภาพทางการเงินไม่ดีเท่าพวกเค้า ฉันคงกลายเป็นพวกหิวเงิน... นี่หรือความคิดของคนที่มีการศึกษา เพื่อนฉันอยู่ทั้งในจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ฉันช่างประเมินค่าของคำว่า “เปลือก” ต่ำไป แต่ฉันถือว่าสิ่งที่ฉันเจอในวันนั้น เป็นเริ่มต้นที่ สร้างภูมิคุ้มกันให้ฉันต่อสู้กับโลกความเป็นจริงในชีวิตการทำงาน

    ฉันเริ่มทำงานทั้ง ๆ ที่ไม่ทันจบ เพราะว่าฉันมีภาระทางครอบครัวหนักกว่าใคร นับว่าเป็นโชคอยู่ที่ฉันเริ่มทำงานในบรรษัทนานาชาติแห่งหนึ่งย่านสีลม คนที่นี่จบปริญญาโทกันให้เกลื่อนทั้งไทยทั้งเทศ กินกาแฟแก้วละเป็นร้อย อาหารกลางส่วนใหญ่เป็นฟูจิซึ่งอยู่ใต้ตึก หรือไม่ก็ A Day Café, Anna Café บางทีก็ไปกินกันที่สยามหรือสีลมไปเลย ส่วนโรงอาหารของตึก (ชั้น 7 ของตึก HSBC) นั้น เป็นเรื่องต้องห้ามเลยทีเดียว เรื่องเครื่องแต่งตัวไม่ต้องพูดถึง ฉันเรียนรู้ถึงการบริหารบุคภาพทั้งหมดจากการทำงานที่บรรษัทข้ามชาตินี้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ฉันเรียนรู้ได้ไว้และบ่อยครั้งที่ฉันทำได้ดีกว่าต้นฉบับ

    การทำงานกับคนในที่แตกต่างในสถานะภาพทางสังคมนั้นเป็นเรื่องยาก การเข้าให้ถึงบุคคลเหล่านั้นและร่วมงานกันได้อย่างสนิทใจนั้นมีค่าผ่านทาง ค่าธรรมเนียมนี้ ฉันขอใช้คำว่า “ภาษีสังคม” สำหรับเรื่องบางเรื่อง ความแตกต่างเป็นเรื่องที่ดี แต่บางเรื่องความกลมกลืนนั้นให้ผลดีกว่า ฉันไม่เคยปล่อยให้ใครมาประเมินฉันที่รสนิยมของฉัน ฉันเป็นคนมีสุนทรียศาสตร์...มีมากเสียด้วย โดยเพราะเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม จะต้องมาก่อน เพราะว่าเป็นสิ่งแรกที่คนใช้ประเมินคนอื่น

    เมื่อฉันยังเยาว์ฉันวิจารณ์ว่า การดูคนที่ถูกต้องนั้น จะต้องดูจากข้างในออกไปข้างนอก แต่เวลาที่ฉันต้องดูคนจริง ๆ ฉันถามตัวเองว่า ใครกันจะมามีเวลาพิจารณาสิ่งที่อยู่ข้างในด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที

    ประเด็นที่ฉันอยากจะพูดก็คือ การลงทุนการเรื่องรูปลักษณ์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า รูปลักษณ์มีผลต่อตาและสมองของมนุษย์ในทุกระดับ ไม่ว่าเค้าจะ deep หรือ shallow การดูคนต้องดูจากภายใน...นั้นใช่อยู่ แต่ว่า...ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองเห็นคุณค่าของเธอจากภายในได้ทั้งหมด และหลายครั้งที่คุณค่าภายในของเธอก็อยากไม่ได้ปรากฎออกมาให้คนอื่นเห็นโดยชัดเจน

    ท้ายที่สุด ไม่ว่าเธอจะแต่งหน้า แต่งตัว หรือว่าทำผมอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันอยากเน้นว่า อย่าให้ลืมตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ อย่าให้เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ ภาษาวิจัยเค้าเรียกกันว่า Dual-identity รักษา integrity ของตัวเองในขณะเดียวกันกับ Engage กับโลกภายนอก

    พรุ่งนี้...เธอจะแต่งตัวอย่างไร ไปงานทีไหน ล่ะ คิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือป่าว?

     

    November 23

    ระยะทาง ระยะห่าง

    เรื่องฉันกำลังจะเล่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความใกล้ชิด และความใกล้ชิดตัวดีนี่แหละที่ทำให้คนทั่วไป take it for granted มองข้ามรายละเอียดที่ควรค่าแก่การสังเกต เรื่องความใกล้ชิดนี้...สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการเข้าสังคมและรักษาน้ำใจเพื่อนได้เป็นอย่างดี ด้วยบุคลิกที่เข้ากับคน(บางคน)ได้ง่าย ทำให้ฉันเป็นเป้าของการมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

    คนแปลกหน้าเหยียบเท้ากัน ในขั้นธรรมดา...ขอโทษขอโพยกัน ในขั้นรุนแรง...ถึงข้นทะเลาวิวาท แต่สำหรับเพื่อนกันแล้ว...คนที่ถูกเหยียบจะทนแรงเหยียบของเพื่อนอีกคน และจะทน...จนจะทนไม่ไหว เรื่องนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมโดยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะวัฒนธรรมเอเชียที่มีลักษณะเด่นคือ high contextual ซึ่งการสื่อสารนั้นต้องตีความด้วยภาษากายมากกว่าภาษาพูด และไม่พูดเรื่องการเป็นการขัดแย้ง เราไม่พูดเรื่องนี้กันโดยเฉพาะในหมู่คนใกล้ชิด ประเด็นที่ฉันอยากจะพูดก็คือ เวลาจะทำอะไรหรือพูดกับคนใกล้ตัว ให้สังเกต response ของคนใกล้ตัวให้ดี ถึงแม้ว่าไม่พูด ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่คิด และไม่ใช่ว่าเค้าจะไม่รู้สึก

    เรื่องงาน entertain เป็นเรื่องที่ฉันถนัดที่สุด อันนี้เพื่อนๆ รู้ดีว่าฉันสร้างสีสันความสนุกสนานให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่มมากแค่ไหน แต่ความครั้ง ความสนุกสนานก็เป็นพาหะที่หลายคนใช้ข้ามเส้นความเหมาะสม ข้ามสักครั้งสองครั้งนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าข้ามมากกว่านั้น ฉันว่าเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องการใช้สรรพนามหรือ prefix เพื่อเรียกเพื่อนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน “ไอ้” “อี” ฉันขอยกไว้ในฐานที่เข้าใจว่ามีไว้ให้เพื่อนสนิทมากๆจริงๆ เท่านั้น (แต่เพื่อนสินทฉันก็ไม่ใช่กันบ่อย) อันที่จริงฉันเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้

    “เออ...นี่เพื่อนของฉันเค้าเป็นเก้ง” “อีอ้วน” “อี...” “นี่...อี whatever” สรรพนามหรือคำพวกนี้ เอาไวแซวกันบ้างน่ะมันพอได้อยู่ แต่ถ้าถึงกับเอาพูดกันเป็นรายชั่วโมง อันนี้ไม่ไหว ฉันบอกตรงๆ เลยนะว่า บางอย่างที่ฉันทำไป ก็เพื่อ entertainment และก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเป็นอะไรทางที่เธอคิดหรือมากกว่าที่เธอคิด ที่สำคัญ ฉันอึดอัด ฉันไม่ชอบอย่างรุนแรง เธอเหยียบเท้าฉัน

    อีกเรื่องหนึ่ง คนส่วนใหญ่ที่ผิดใจกันเรื่องเงินเรื่องทองนั้น ไม่ได้เกิดจากจำนวนมากๆ และมันเกิดจากจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะมองข้ามได้ แต่ความจริงแล้ว ไม่ควรมองข้าม เงินจำนวนเป็นล้านมันก็มีจุดเริ่มสะสมจากสลึงค์สองสลึงค์นี่แหละ ตอนที่ฉันอยู่เมืองไทย ฉันคบคนในหลายระดับ หลายอาวุโส ความที่ว่าฉันทำงานหาเงินได้มากกว่าทำให้คนหลายคนคิดไปเลยเถิด “พี่เลี้ยงหน่อย” “น้องค่ะ เลี้ยงพี่หน่อยดิค่ะ” “วรรณจ่ายค่าเครื่องดื่มกับ tax ล่ะกัน ส่วนพี่จะแค่ค่าอาหารพี่อย่างเดียว” เงินของฉัน ฉันหามาด้วยความยากลำบาก ฉันมีเหตุผลของฉันและฉันก็สิทธิ์เต็มในการตัดสินใจใช้เงินของฉัน

    หลายคนมักจะตีความหมายของคำว่า “ระยะทาง” ผิดพลาด และก็ทำให้พวกเขาสนสันเรื่องระห่างระหว่างบุคคลไปด้วย โดยรวมแล้ว ไม่ว่าจะสนิทหรือใกล้อย่างไร การให้เกียรตินั้นสมควรจะมี อย่างที่เค้าว่ากันว่า อยู่คนเดียวระความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด

     

    September 29

    ช่องว่างระหว่างคน บนโลกคนละใบเดียวกัน

    บทสนทนาที่ 1

    ฉัน – “สวัสดีคับ ยุ่งหรือป่าวคับ คิดถึงนะคับ”

    คนที่ฉันรัก – “นิดหน่อย ว่าไง”

    ฉัน – “ก็คิดถึงพี่คับ คิดถึงมาก ไม่มีอะไร”

    ฉันที่ฉันรัก – “นายนี่น่าเบื่อ ไม่มีศิลปะในการแสดงออกทางอารมณ์เลย น่าเบื่อ”

    .....................................................

    บทสนทนาที่ 2

    ฉัน - “ตอนนี้สอบแคนดิเดซี่ผ่านแล้วคับ เป็น Ph.D. Candidate แล้ว แต่เหนื่อยมากหน่อยเพราะว่าอาจารย์เค้าอยากให้ทำ M.S. ด้วย เพราะว่าผมยังไม่ได้ปริญญาโทมาก่อน”

    คนที่ฉันรัก - “แล้วไง”

    ฉัน - “ก็เลยว่าอยากจะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาคับ เพราะว่าเหนื่อยมาก อาจารย์เค้าเป็นคนมาตรฐานสูง”

    คนที่ฉันรัก - “แล้วไง”

    คนที่ฉันรัก - “เอ้า บ่น บ่นเข้าไป น่าเบื่อ”

    .....................................................

    บทสนทนาล่าสุด

    ฉัน - ทักทายตามปกติ คุยตามปกติ

    คนที่ฉันรัก - "จะมา..เซ้าซี้ทำไม..."

    .....................................................

    ช่วงแรก ฉันกับคนที่ฉันรักคุยกันบ่อยมาก พูดได้ว่าคุยกันทุกวัน ไม่ว่าเค้าจะยุ่งแค่ไหน ก็สามารถที่ปลีกเวลามาคุยกับฉันได้ เค้าเสียอีกที่เปิดฝ่ายเปิดการสนทนาก่อนทุกครั้ง แต่มาช่วงหลังๆ มานี้ ฉันกับคนที่ฉันรักคุยกันน้อยลง เค้างานเยอะขึ้น ยุ่งมากขึ้น ส่วนฉันเองก็วิจัยเยอะขึ้น การบ้านเยอะขึ้น แต่ว่าความรักของฉันยังมีให้เค้าเท่าเดิม แต่แปลกจริง บางทียิ่งคุยกัน ก็รู้สึกเหินห่าง เรื่องมีให้คุยก็น้อย ถ้าคุยเรื่องซ้ำจะว่ากันได้ว่าน่าเบื่อ ถึงจะโทรศัพท์หาก็รู้สึกเหมือนกับว่าคุยกับคนแปลกหน้า โลกของเค้าคืองาน ลูกน้อง และการพบปะลูกค้า ส่วนโลกของฉันคือห้องนอน มหาลัย ตลาด ห้องสมุด ถึงแม้เราจะบนโลกใบเดียว แต่ก็เหมือนอยู่คนละโลกเดียวกัน แต่ก่อนฉันแทนสรรพนามของคนที่เข้าในชีวิตคนนี้ว่า “คนรักของฉัน” แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนสรรพนามนั้นเป็น “คนที่ฉันรัก” เพราะฉันเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความผูกพันธ์ที่เรามีให้ต่อกันมันเป็นในรูปแบบไหน

    เค้าว่ากันว่า “รักแท้ แพ้ระยะทาง” ฟังแล้วตรรกะ เหมือนจะจริง แต่ไม่เห็นด้วยเลย “ระยะทาง” นั้นตีความได้หลายนัยยะ ระยะทางที่บอกว่าไกลชนิดที่ข้ามน้ำข้ามทะเลนั้น เอาเข้าจริงยังใกล้กว่าระยะทางระหว่างความคิดของคนบางคู่เสียอีก อีกอย่างหนึ่งที่ฉันไม่เห็นด้วยอย่างมากกับคำว่า “รักแท้ แพ้ระยะทาง” ก็คือ ถ้าเป็นรักแท้แล้ว คงสามารถจะมีอะไรมาทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ถ้าเป็น “ความรู้สึกรัก” เนี้ยะสิ สามารถเปลี่ยนแปลงได้

    ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ประสบปัญหานี้ มีพี่ๆ น้องๆ ที่นี่หลายคนที่จากบ้านจากเมืองมาเรียนต่อต่างประเทศ ต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ระยะที่ห่าง รูปแบบที่ชีวิตที่ต่าง สิ่งพวกนี้ที่เรียกกันว่า Common ground ฉันยอมรับว่า มีผลต่อ “ความรู้สึกรัก” ได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าเธอทั้งสองได้ Establish ความรักขึ้นได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็คงจะมีอะไรมาทำให้เปลี่ยนแปลงได้ คนอยู่ด้วยกันยังต้องปรับตัวเข้าหากัน นี่อยู่ต่างสถานที่เวลากัน ยิ่งต้องปรับตัวเข้าหากันให้มากขึ้น ฉันรู้ดีว่าคนทุกคนมีงานมีหน้าที่ และต้องรักษาทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่เธออย่าลืมนะว่า เธอก็จะต้องทำหน้าที่ของการเป็นคน (ที่ถูก) รักให้ดีด้วย “ยุ่ง หรือ ไม่มีเวลา” ไม่ใช่ข้ออ้าง “ระยะทาง” ไม่ใช่ประเด็นหลัก ทั้งหมดนี่อยู่ที่คำถามเดียว เธอยังรักเค้าอยู่ไหม ถ้ารัก...แล้วเธอจะรักษารักนั้นเอาไว้ไหม

    ตอนนี้ เธอกำลังยุ่งอยู่กับหน้าที่ของเธอมากไปจนลืมหน้าที่บางหน้าที่ไปหรือป่าว ถ้าเธอกับเค้าอยู่ห่างกัน...เธอจะยอมให้คำว่าระยะทางจอมปลอมนั้นมากั้นระหว่างเธอและเค้าหรือ เธอจะทำให้เรื่องคุยที่น่าเบื่อให้ “น่าเบื่อยิ่งขึ้น” หรือว่าเธอจะเปลี่ยนให้มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นักเรียนทุนหลายคนบอกว่า ได้ทุนมาเรียนด๊อกเตอร์ที่ต่างประเทศนี้เหมือนทุกข์ลาภ อันนี้ฉันไม่มีความเห็น เพราะฉันได้เลือกแล้ว และฉันเองก็ได้เลือกที่ขายจิตวิญญาณให้กับรัฐบาลเพื่อที่จะซื้ออนาคตให้ตัวเอง ฉันเสียงานในช่วงขาขึ้นของฉันพร้อมกับเงินเดือนเกือบแสนไปเมื่อสามปีที่แล้ว และระหว่างทางที่ฉันเดินไปหยิบเอาปริญญาเอกฉันก็ได้เสียคนที่ฉันรักไป และตอนนี้ฉันคิดเอาว่าฉันอาจจะกำลังเสียไปอีกคนหนึ่ง แต่ก็น่าตลกที่ว่า...เราจะสูญเสียบางอย่างไปได้อย่างไรในเมื่อเรายังไม่ได้หรือยังไม่มีเคยมีสิ่งนั้นจริงๆ

    September 14

    บอกพระเจ้า ขอข้าวกินด้วย

    NEWSWEEK-NEWSWEEK-MAY-4-COVER FOR NIGERIAN TIMES

    เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ตึกเวิร์ดเทรดเซนเตอร์ถล่ม เรียกสั้นๆ ว่าเหตุการณ์ 9/11 ตึกนี้ใช้เวลาสร้างหลายปีโดยวิศวกรชาวญี่ปุ่น ผ่านการถูกวางระเบิด ไฟไหม้ น้ำท่วมมาแล้ว ตึกเพียงตึกเดียวเป็นทั้งสถานนีรถไฟ ภัตคาร ศูนย์สรรพสินค้า โรงแรม และสำนักงานของบริษัทต่างๆ รวมกันกว่า 500 ชื่อ ทางสถาปัตยกรรมแล้ว ตึกนี้นับว่าล้ำหน้าและแข็งแรงมากจนเค้าว่ากันว่าแข็งแรงพอๆ กับเศรษฐกิจและฐานอำนาจของประเทศนี้เลยทีเดียว แต่และแล้ว ในที่สุดสุด...โลกก็ได้ประจักษ์ว่า เอาเข้าจริงแล้ว อำนาจอิทธิพลทางการเมืองและพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ว่ากันนั้น...เปราะบางยิ่งกว่า...แก้วกระจกตา ผลพลอยได้จากการล่มสลายของสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาครั้งนี้ ทำให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนทั้งประเทศกันโดยฉับพลัน...ยักษ์ใหญ่ของโลก ถูกถอดเขี้ยวเล็บในเสี้ยววินาที

    ตึกกล่มครั้งนี้ นับเป็นบาดแพลฉกรรจ์ของคนอเมริกันทั้งประเทศ ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแทบจะกลายเป็นตำนานในวันรุ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลกลางจะกล่าวโทษว่าเหตุการณ์นี้เป็นความผิดของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ในความเป็นจริงแล้ว อเมริกา (ย้ำว่าอเมริกา ไม่ใช่ชาวอเมริกัน) นั้นแหละที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ความหิวกระหายอำอาจทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่สร้างรอยแผลเป็นรอยลึกให้แต่พลเมืองโลก แต่ยังสร้างความยากเข็ญให้กับประชากรของตัวเองอีกด้วย

    เป็นที่รู้กันว่าคนจบ MBA จากอเมริกาแก้ปัญหาภาวะผลประกอบการณ์ตกต่ำขององค์กรโดยการ layoff คนที่โดน layoff จะไปทำอะไรล่ะ บริษัทไม่รู้...เค้าต้องแก้ปัญหาที่เค้าไม่ได้ก่อแต่โดยลำพัง ถ้าลูกจ้างทำงานไม่ค่อยดีก็ถูกฟ้องได้ เปิดบัญชีแบบเผื่อเรียกธรรมดาแต่ธนาคารปล่อยให้ลูกค้าถอนเงินสดได้เกินเงินที่มีอยู่แต่มีค่าธรรมเนียมมหาศาลที่ลูกค้าต้องเสียแบบไม่รู้ตัว ลูกค้าเครดิตการ์ดสามารถรูดได้มากกว่าวงเงินโดยมีค่าธรรมเนียมเช่นกัน คนฟ้องกันเป็นสิบๆ ล้านเหรียญเพียงแค่มีคนมาทำให้กาแฟตัวเองลวกปากตัวเอง คนจีนเจ้าร้านซักผ้าจนๆ ในไชน่าทาวน์ถูกฟ้อง $46 ล้านเพราะว่าทำชุดของลูกค้าหายแล้วลูกคนนั้นบังเอิญว่าเป็นทนายจบจาก Harvard เวลาเป็นไข้ถูกกินสามต่อ (ค่าโรงพยาบาล ค่าหมอ ค่ายา) กระจกบาด 3 เข็มคิดค่าเย็บ 10,500 บาท ไปช่วยคนแก่ที่หกล้อม แต่กลับโดนฟ้องว่ามาช่วยจนทำให้กระดูกเคลื่อน ในแต่ละปีมีคดีฟ้องร้องแบบไร้สาระมากมาย จนตอนนี้มีคดีแบบใหม่ที่เรียกว่า lawsuit abuse คือการใช้การฟ้องร้องแบบไม่เป็นธรรมเพื่อขู่กรรโชกเงินจากจำเลย อาชีพที่ทำเงินได้มากสำหรับที่นี่คือคือทนาย เฉลี่ยแล้วประมาณ 8,750,000 บาทต่อปี ด้วยความเห็นแก่ตัวละโมบเหล่านี้เองที่ทำให้ หมอไม่กล้ารักษาคนไข้เต็มกำลังฝีมือ ครูไม่กล้าสอนพิเศษเด็กนอกเวลา ไม่มีใครกล้าช่วยคนที่ได้รับอุบัติเหตุ เวลามีเหตุจวนตัวให้ตะโกนว่าไฟไหม้ (เพราะไฟสามารถลุกลามได้)

    พวกที่ไร้บ้านเดินนั่งนอนยืนตามถนนบางทีไม่ได้เป็นเพราะว่ายากจนมากำเนิด...แต่หมดตัวเพราะถูกฟ้องเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่พวกนี้กลับไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควรจากรัฐบาลของประเทศนี้เอง มีการเรี่ยไรเงินเพื่อไปช่วยสัตว์ตกยาก ในขณะที่พวกไร้บ้านถูกทิ้งเผชิญความหนาวและความหิวใต้แสงไฟในเมืองศิวิไลซ์ ข่าว CNN ตามไปทำข่าวแมวที่ติดอยู่บนตึกที่ไฟกำลังไหม้ เท่านั้นไม่พอ ยังติดตามไปดูด้วยว่าตอนนี้ถูกใครอุปการะแล้ว สุขภาพเป็นยังไง และยังมีการฟ้องร้องเกิดด้วยเพราะว่าผู้อุปการะแมว (ขอย้ำนะว่ามันเป็นแมว) ดูแค่ไม่ค่อยดี กรงเล็กเกินไป ในขณะที่พวกไร้บ้านถูกปล่อยให้แข็งตายในทาง subway กันช่วงหน้าหนาวเป็นเรื่องปกติเนื่องรัฐไม่มีที่อยู่ให้ บางคนเดินต้องเดินทั้งเพราะว่าไม่มีที่จะไป เดินจนร้องเท้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว มีเรื่องเล่ามีชายแก่ไร้ญาติคนหนึ่งไปนั่งที่รอรถไฟใต้ดินในนิวยอรค์ แต่ทันใดนั้นคนก็แตกออกมาเป็นวง เพราะว่าลุงแก่ถอดรองเท้าแล้วก็รินน้ำเหลืองน้ำหนองออกจากรองเท้าแก ตามทางเดินขึ้นลงรถโดยสาร รถไฟ หรือบันใด เต็มไปด้วยคนไร้บ้านอ้อนวอนขออาหาร ที่ฉันสะดุดตาที่สุดก็คือบางคนเขียนป้ายติดไปไว้ที่คอ(แปลเป็นไทย)ว่า “บอกพระเจ้า...ขอข้าวกินด้วย” อีกคนก็ตะโกน “ฉันไม่สนใจว่าคุณจะเป็นใคร เจก ยุ่น โก้ แมกซ์ ช่วยหาข้าวให้กินหน่อยได้ ฉันไม่มีกินจริง ๆ” บางคนถึงกับพูดติดตลกว่า “ยินดีรับวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด” แต่ฉันว่าคนที่พูดประชดในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่มากกว่า

    อีกเรื่องหนึ่งที่ฉันรับไม่ได้คือ เอาจริงๆ แล้ว คนอเมริกันขี้เกียจและรักความสะดวกสะบายเป็นที่สุด ช่วงนี้ คนอเมริกันตกงานกันเยอะ บ้างบ่นว่าไม่มีงานทำ ยิ่งกว่านั้น บ้างบ่นว่าแรงงานอพยบมาแย่งงานของตัวเอง แต่ถ้าเธอมากินมาอยู่ที่นี่ เธอจะรู้ว่า คนอเมริกันส่วนประมาณสามในสี่ของประเทศจบแค่มัธยม และรังเกลียดงานใช้แรง ส่งของ ส่งอาหาร งานครัว คุมร้านค้า อเมริกันพวกนี้เค้าไม่มาทำกันหรอก แต่แรงงานอพยบและคนเอเชียเท่านั้นที่อดทนทำมาหากินจนสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้ ตอนตี 3 ตี 4 ที่ท่าเรื่องนิวยอรค์ แต่มีคนเกาหลีกับคนจีนทั้งนั้นไปรับปลาอาหารทะเลขึ้นจากเรือในอากาศระดับติดลบเป็นสิบๆ ไม่เห็นว่าจะมีคนขาวสักคน

    ที่พูดไปข้างบนนี้เป็นเพียงความ “บ้าคลั่ง” เล็กๆ น้อยๆ ของรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ทั้งนั้น ขณะที่ฉันเขียนบลอกอยู่นี้ ฉันกำลังดูสารคดี 9/11 อยู่ รู้สึกตกใจเล็กน้อย ที่ได้ยินคำพูดนี้ออกจากคนสูงอายุหลายๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า “We should go war now, evaporate them and their mothers, annihilate them right away.” “Blow them up right way, seriously. Kill them, kill them, honestly.” พวกเค้าพูดออกมาโดยทันที่ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ความจริงแม้แต่น้อยว่าแท้ที่จริงแล้ว เกิดอะไรขึ้น อันอาจจะเป็นอุบัติเหตุก้อได้ เหมือนกับพวกเค้ารู้ว่า พวกเค้ามีศัตรูอยู่รอบด้าน ความหิวกระหายและความต้องการเอาชนะอย่างไม่รู้จักประนีประนอมได้กลายมาเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในสายเลือดของคนในประเทศนี้ไปโดยปริยาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อะไรที่เป็นแรงพลักดันที่ทำให้ประเทศนี้ “เคย” เป็นประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีทางเปรียบเทียบได้

    สิ่งที่ฉันอยากจะพูดถึงก็คือ พลังและอำนาจ...บ่อยครั้ง “โน้มนำ” ผู้ถือครองให้นำเอาไปใช้ในทางที่ผิด และสุดท้าย...กลืนกินตัวเองไปกับเสน่ห์อันเย้าของพลังและอำนาจที่ว่า ตอนนี้ประเทศนี้กำลังกลืนกินตัวเอง รอยแผลที่เคยทำไว้ให้กับประชากรโลกกำลังย้อนมาหาผู้กระทำ ภูมิปัญญาโบราณถ้าจะจริงที่ว่ากันว่า โลกมีชีวิตและโลกพยายามปรับสมดุลย์ของตัวเองตลอดเวลา ประชากรของโลกกำลังมากขึ้น...โลกก็ปรับสมดุลย์โดยให้มีประชากรเกย์มากขึ้น เมื่อก่อนอเมริกามีอำนาจและลุ่มหลงมั่วเมาในอำนาจนั้น โลกก็ประทานหายนะหลายอย่างเกิดขึ้น

    อเมริกามักคิดค้นมาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมภัยที่อาจเกิดจากการก่อการร้ายอยู่เสมอๆ แต่ว่าไม่เคยทบทวนนโยบายต่างประเทศของตัวเองเลยว่าตัวเองได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับใครบ้าง เธอไปหักหน้าประเทศไทยในงานอัญมณีโลกทำให้ไทยขายของไม่ได้และสุดท้ายเข้ามาขอซื้ออัญมณีด้วยราคาแสนถูกจากไทย เธอใช้ข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยของโลกเพื่อเข้าไปยึดครองขุมทรัพย์น้ำมันในตะวันออกกลาง เธอเป็นประเทศเดียวที่ไม่ต้องมีทองคำค้ำประกันค่าเงินของตัวเอง เธอทิ้งระเบิดลงหลุมหลบภัยของประเทศคู่อริอย่างจงใจโดยให้เหตุผลว่าพิกัดผิดพลาด เธอประนามจีนว่าทำให้โลกร้อนทั้งๆจำนวนก๊าซคาร์บอนของประเทศเธอเองโดยเทียบเป็นต่อหัวมากกว่าจีนสามเท่า เธอกีดกันทางการค้าของการส่งออกกุ้งไทยโดยตรวจสินค้ากุ้งทุกถุง...จนเจ้าของไร่ค้ากุ้งฆ่าตัวตาย

    ตอนนี้เธอกล่าวหาอิร่านว่ากำลังกักตุนอาวุธนิวเคลียร์และจะบอยคอตอิร่านแต่...เธอทำผิดมากเลยทีเดียว...รัฐบาลอิหร่านออกมาบอกเลยว่าถ้าเธอทำแบบนี้เธอจะเป็นฝ่ายเสียใจเองเพราะว่าอิร่านไม่เคยเพิ่งพาความช่วยเหลือจากมานานแล้วซ้ำยังคุ้มเกมน้ำมันในโอเปกด้วย ประเทศแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้กำลังประณามการกระทำที่เธอทำกับผลเมืองอพยบของเค้าแบบไม่ให้เกียรติ และสำคัญที่สุดและให้อภัยไม่ได้เลย...คือ...เธอเนรคุณแม้กระทั้งทหารที่ปกต้องเธอเอง (ทหารอเมริกันที่บาดเจ็บจากการสู้รบจำนวนมากกว่าครึ่งยังอยู่ในคิวรอเรียก...เนื่องจากโรงพยาบาลไปรักษาคนที่รวยก่อน)

    คำพูดที่ว่า อเมริกาเจริญทางด้านวัตถุแต่ตกต่ำทางด้านจิตใจ เห็นจะไม่เป็นความจริง เพราะที่จริงแล้ว อเมริกาตกต่ำทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ สำหรับเหตุการณ์ 9/11 ฉันไม่ได้สิ้นว่าใครถูกใครผิด ใครสมควรถูกกระทำใครไม่สมควรกระทำ เพราะฉันไม่ได้รู้วงในมากขนาดนั้น แต่ตอนนี้เธอเองก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะค้นหาตัวการที่ทำให้เกิดหายนะ 9/11 อ้างว่าจะฟื้นฟูสันติภาพของโลก พลักดันประเด็นเรื่องการก่อการร้านในอเมริกาให้เป็นประเด็นระดับโลก ส่งทหารไปดินแดนแสนไกล แต่เธอกำลังเดินผิดทางมากเลยทีเดียว เพราะว่าเธอไม่ได้มองที่ต้นเหตุ...ตัวเธอเอง แต่ก็นั่นแหละเมื่อ "สิ่งนั้น" ได้ครอบงำเธอถึงที่สุดแล้ว เธอจะเห็นอะไรจากความมืดมนนั้น

    พี่วัธ

    September 02

    ความจน…แรงพลักดันที่ไม่เคยหลับไหล

    มิว - “จะมาเที่ยวนิวยอรค์เหรอพี่ มาไหร่ มาพักบ้านผมไหม ตอนนี้ผมเที่ยวได้แล้ว ตกงานมาเป็นสัปดาห์ แต่ว่าตอนก็ทำงานอยู่สองวันร้านใหม่”

    ฉัน - “อ้าว... มิวตกงานเหรอ แล้วเครียดหรือป่าวเนี้ยะ มีเงินใช้บ้างหรือป่าว”

    มิว - “โอ้ย...ไม่หรอกพี่ อยู่รอดมาได้ขนาดนี้แล้ว”

    ฉัน - “ดีแล้วกำลังใจดี...เดี๋ยวพี่จะไปเรียนแล้ว แล้วว่ายังไงเจอกันวันศุกร์นี้นะ

    ฉันวางแผนว่าจะไปเที่ยวนิวยอร์คช่วงวันหยุดยาว เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ เพราะว่าวันจันทร์ที่ 1 กันยายน เป็นวันแรงงานของอเมริกา น้ำเสียงของมิวร่าเริงอยู่เสมอ แต่ฉันก็ยังจับความกังวลได้ในประโยคที่มิวได้ตอบมา เธอเชื่อไหม ขนาดพวกไม่มีบ้าน (homeless) ของที่นี่ยังหยุดงานในวันแรงงานเลย แต่สำหรับคนไทยหาตั้งแต่เช้าแล้วกินตอนเที่ยงคืนในธุรกิจบริการร้านอาหารนั้น...ไม่เคยหยุด ดวงตาหลายๆ คู่ในเมืองขายฝันแห่งนี้ช่างดูเหนื่อย...ท้อ...แต่ไม่เคยถอย

    ไปเที่ยวนิวยอรค์นี้ครั้งนี้ ฉันรู้จักเพื่อนใหม่มากขึ้น และรู้จักเพื่อนเก่าดีขึ้น ทุกครั้งที่เราได้พบเจอกัน หัวข้อสนทนาที่คลาสสิกที่สุดที่เล่ากันได้ทุกครั้งก็ไม่เบื่อก็คือ กรณีศึกษาชีวิตของคนที่มากิน มาอยู่ ที่ตามหาฝัน มาทำงานที่นี่...นิวยอร์ค มาคราวนี้ มิวส่งเงินให้ทางบ้านสร้างบ้านจนเสร็จ พอนิวดูรูปถ่ายความคืบหน้าที่ทางส่งมาให้ก็หายเหนื่อยเป็นพักๆ มิวมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ร่วมปีกว่า วันแรกๆ ที่มาถึงก็เดินหางานจนรองเท้าสึก ฝ่าฟันอดทนกับทั้งนายจ้างและเพื่อนร่วมงานมาไม่ใช่น้อย ทำบัญชีเก็บเงินทุกวัน กินอยู่อย่างประหยัด จนในที่สุด...ความพยายามก็ได้ออกดอกผล

    “วรรณ มาพักบ้านซันนี่ดิ เราเพิ่งย้ายออกอยู่คนเดียว รำคาญรูมเมทมัน ก็ดีเหมือนกันอยู่คนเดียว เดือนนี้จ่ายไปเป็นหมื่น ค่าห้องสองพันกว่า แลนด์ลอร์ดเก็บล่วงหน้าสองเดือน นายหน้าหาที่พักให้ก็ชาร์จไปสองพันกว่า ค่าย้ายของอีก” พอไปถึงห้องซันนี่ ฉันถึงกับตะลึง รูปกราฟฟิคของ ออเดร เฮฟเบิร์นติดอยู่ข้างพนังเป็นสง่า ไฟระย้า 3 พวกห้อยอยู่บนเพดาน ห้องพักขนาดกำลังดี ห่างจากไทม์สแควร์ประมาณ 4 ช่วงถนนใหญ่ๆ ซันนี้เป็นเมคอัพอาร์ตติสอยู่ที่สำนักข่าวเชื้ออังกฤษแห่งหนึ่ง ตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปแต่งหน้าให้กับนักข่าวรอบเช้า ชีวิตของเค้ามีความสุขดี กำลังจะได้ใบเขียวในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้านี้ แต่ใครจะรู้ว่า เมื่อสองปีที่แล้ว ชีวิตของซันนี่ก็ไม่ต่างไปจากมิวมากนัก โชคดีที่ซันนี่มีพรสวรรค์เรื่องศิลปะอยู่ เลยเอามาเครื่องประกอบอาชีพได้

    ถ้าดูสืบจากวงศ์ครอบครัวเค้าแล้วครอบครัวซันนี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แต่ชีวิตใครๆ ก็มี “สะดุด” จะไปแปลกอะไรที่ครอบครัวของซันนี่มีสะดุดบ้าง ซันนี่เล่าให้ฟังมาถึงที่นิวยอร์คเมื่อสองปีที่แล้วในช่วงหน้าหนาวพอดี ช่วงเดินหางานช่างทรมานสุดๆ กว่าจะได้งาน กว่าจะปรับตัว เงินติดตัวก็มีอยู่นิดหน่อย เค้ายังจำได้ไม่มีวันลืมในวันที่ส่งเงินกลับบ้านเป็นครั้งแรก...หนึ่งพันเหรียญแรกช่างดูยากเย็น...ใช้เวลาเก็บเหมือนจะเป็นชั่วนิรันดร์ โชคดีที่ว่าซันนี่เป็นคนจริงใจ นิสัยดี พูดจากมีเสน่ห์ เข้ากับคนได้ง่าย จึงทำให้เค้ามีการงานอย่างถูกกฎหมายและมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

    มางวดนี้ ซันนี่แนะนำให้รู้จักกับพี่ดนัยนับว่านิสัยน่าคบหามากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว อัธยาศัยดี เป็นกันเอง พี่ดนัยเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่แถว Chelsea ชื่อของร้านเป็นชื่อไทย ไม่ใหญ่มาก ขนาด 65 ที่นั่ง แต่จุได้จริงประมาณ 100 คน ตกแต่งกำลังสวย เปิดเพลงแนวคอนเทป์ เรานั่งคุยกันไปด้วยดื่มกันไปด้วย (ถ้ารู้จักฉันดีจริง ต้องรู้ว่าเป็นวอดก้าออนเดอะร้อคส์เท่านั้น) ดื่มไปด้วยกันชั่วโมงกว่าๆ พี่ดนัยก็พูดออกมากว่า ฉันเป็นคนคิดมาก ตั้งแต่เกิดมา พี่ดนัยเป็นในจำนวนหนึ่งในไม่กี่คนที่เดาฉันออกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันกัน

    คุยกันได้ไม่นาน พี่ดนัยก็พาฉันเจาะเวลาหาอดีตที่เหลือเชื่อ พี่ดนัยมาอยู่ที่นิวยอร์คนี่มาเป็นปีที่ 20 แล้ว จนตอนนี้เป็นพลเมืองของประเทศนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเสี่ยงโชคในมหาครของโลก ด้วยเงินติดมือมาจากไทยมา 700 บาทเก็บเล็กผสมน้อยจากการเป็นเด็กเสริฟ จากเศษเงินเหรียญสองเหรียญที่วางไว้อย่างไม่ใยดีที่บนโต๊ะอาหารเป็นสิปปี จนกระทั้งมีเงินเก็บเป็นแสนแสนเหรียญ เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย พี่ดนัยเปิดร้านอาหารร้านนี้นับเป็นร้านที่สอง หลังจากที่ร้านแรกไม่ประสบความสำเร็จอย่างรุนแรง ปัญหาในร้านมีมากมายสาระพัด เด็กไม่ถูกกัน แม่ครัวทะเลาะกัน คนลาออกไม่มีคนแทน คนที่เดือดร้อนที่สุดไม่ใช่ใคร ก็เจ้าของร้านนี่แหละ ทุกวันนี้ รายจ่ายมากขึ้น รายรับน้อยลง แค่พออยู่ได้ แต่คงไม่ถึงกับมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่อย่างไงพี่ดนัยก็ไม่คิดจะกลับไทย ไม่รู้จะกลับไปทำไม กลับก็ไม่มีใคร ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป คงจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไป

    อย่างที่ฉันบอก เรื่องราวของการสร้างตัวของคนที่จน(ชั่วคราว)เป็นเรื่องที่คลาสสิคและน่าฟังที่สุด พวกเค้าไม่มีความรู้มาก แต่มีความตั้งใจสูง มีความอดทนเป็นเลิศ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องปัญญา (ขอย้ำว่าปัญญา...ไม่ใช่ความรู้ ) จากนั้นความอดทนเป็นอันดับสอง ฉันเชื่อว่า ที่ว่าพวกเค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะว่าพวกเค้ามีคุณธรรมคือความอดทนนั่นเอง หากินสุจริต ไม่เอาเปรียบ ไม่ดูถูกใคร รู้จักการให้ และเป็นผู้รับที่สติ ชีวิตของคนไทยที่นิวยอร์คช่างแตกต่างกับชีวิตคนไทยบางคนที่เมืองฉันเสียจริง แต่ละคนมีการศึกษาม๊ากมาก ส่วนครอบครัวของแต่ละคนก็มีความพร้อมทางการเงินไม่ใช่น้อย แต่บ่อยครั้งที่ฉันเห็นว่าเวลาที่พวกเค้าเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ ฉันจึงสรุปเอาว่า ความจนนั้นเป็นเบ้าหล่อหลอมคนให้แกร่ง เรียนดอกเตอร์...ว่ายากแล้วเหรอ...ผิดมากเลยทีเดียว

    เมื่อสิบปีก่อน ฉันได้ดูหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง นานมามากแล้ว...นานเสียจนฉันจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่ฉันจำประโยคคำแปลภาษาไทยด้วยสำนวนอังกฤษได้ขึ้นใจทีเดียว “ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันจะเกิดขึ้นในดินแดนที่ห่างไกลและยากแค้นที่สุด...และที่สุดนั้น ความฝันนั้นก็เป็นจริงได้แค่ในบทสนทนาในวงเหล้า” ฉันจำประโยคนี้ไว้เตือนใจเสมอ ในเวลาที่ฉันวอกแวก ฉันจะเอาประโยคนี้ขึ้นมาเตือนสติว่าฉันกำลังเดินห่างออกไปจากเป้าหมายในชีวิตของฉัน ลูกคนเดียวของแม่คนนี้ในครอบครัวรากหญ้าอาชีพรับจ้างทำนา...จะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง ถ้าฉันไม่ได้ดี...ฉันจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินไทย

    August 23

    หลักการอยู่ร่วมกันคนแปลกหน้าในต่างแดน -- ความเหงาหลายระดับ (ตอนที่ 3)

    เกือบร้อยทั้งร้อยของคนที่มาเรียนต่างแดนมาอยู่ถิ่นต่างบอกกันว่า นอกจากวิชาความรู้แล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องมากที่สุดก็คือเรื่องของประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าเป็นเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการครองตน เธอเคยสงสัยไหมว่ามันอะไรกันนักกันหนากับเรื่องประสบการณ์ ประสบการณ์มาจากไหน ประสบการณ์อะไรที่ทำให้คนมาเรียนมาอยู่ต่างแดนต้องก้าวข้ามผ่านไปให้...การใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่แสนไกลประมาณ 50 000 กิโลเมตรจากบ้าน...ไม่ง่ายเลย เธอต้องต่อสู้หลายอย่าง ต่อสู้กับธรรมเนียมใหม่ ต่อสู้กับรูปแบบชีวิต ต่อสู้กับพวกผิวขาวที่คิดตันเองเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมสูงที่สุด และสำคัญที่สุด…ต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองโดยโดดเดี่ยวตามลำพัง...หลายคนเรียกความรู้สึกที่หนักอึ้งในอารมณ์นี้ว่า “ความเหงา”

    ตลกที่ว่า เวลาที่ไปอยู่ที่ไกลๆ พ่อแม่เพื่อนฝูงมักจะห่วงพวกที่เป็นหัวโจก เที่ยวเก่ง สำมะเลเทเมา เป็นพิเศษ ก็เพราะว่ากลัวว่าพวกหัวโจกพวกนี้ไปอยู่ไกลตาแล้วจะเสียผู้เสียคนเพราะว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ส่วนคนที่มีความประพฤติดีเป็นคนเรียบร้อยจะไม่ค่อยมีคนเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะว่าวางใจกันว่าความประพฤติที่ดีที่สั่งคมมาตั้งแต่นานมาจะเป็นลู่ชี้ทางให้พวกเค้าพวกนั้นครองตัวได้ดีต่อไป...ความเชื่อพวกนี้เป็นเรื่องเหลวไหลและตลกสิ้นดี...หลายต่อหลายครั้งที่ฉันเห็นว่าคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชนนั้นแกร่งและต้านทานต่อแรงปะทะทางชีวิตและอารมณ์ได้ดีกว่าพวกเรียบร้อย...ประพฤิตดี...อ่อนต่อโลก...ไหลไปตามแรงเสียดทานของสถานการณ์ที่ “เกินคาด” และสุดท้ายก็ตะเลิดไปตามอารมณ์ของตัวเอง...โดยเฉพาะอารมณ์เหงา

    ไม่ว่าเธอจะเป็นคนแกร่งมากแค่ไหน ในช่วงเวลาที่เหงาเธอจะเปราะบางแบบในแบบที่ไม่เข้าใจตัวเองมาก่อน เธอต้องการใครสักคนมาเป็นเพื่อนแบ่งเบาอารมณ์นี้และขณะเดียวกันก็ซึมซับความแข็งแกร่งของเขามาด้วยในบางส่วนเพื่อเสริมทานความเปราะบางของเธอเอาไว้ ณ จุดนี้ ฉันบอกได้เลยว่า...อันตราย โดยเฉพาะถ้าเป็นเพื่อนต่างเพศ...ต้องระวัง คนที่เข้ามาเป็นเพื่อนของเธอในเวลาที่เหมาะ ในสถานการณ์ที่เหงาได้ที่ อาจจะสร้างความสับสนให้เธอได้ ผู้ใช้ชีวิตมือใหม่ในต่างแดนหลายคนสับสนระหว่าง “ความเหงา” และ “ความรัก” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และมันทดแทนกันไม่ได้ ปรากฎการณ์ของการสับสนทางอารมณ์แบบนี้เค้าเรียกกันว่า Emotional Attachment Disorder ถ้าเธอเป็นผู้ใช้ชีวิตมือใหม่ เตรียมรับมือกับ disorder ในรูปแบบนี้ไว้ให้ดี เธอได้เจอแน่ ฉันไม่พูดในรายละเอียดเพราะฉันคิดว่ามันจำเป็นที่เธอจะต้องเรียนรู้เอง...บทเรียนนี้...แพงมากมาก...และสำหรับบางคน...ราคาของมันแพงเท่าชีวิตตัวเอง

    เรื่องความเหงา ไม่จำเป็นหรอกที่จะเกิดขึ้นในที่ในต่างแดน มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา วิธีแก้เหงาที่คลาสสิคที่สุด คือ หาอะไรทำไม่ให้ตัวเองว่าง เปิดทีวี ดูหนัง เดินห้าง หรือออกไปหาเพื่อนคุยเรื่องก็ได้ แต่มันก็แค่แก้เหงาได้ชั่วคราวนะ เธอต้องจะหาสาเหตุให้ว่าอะไรที่ทำให้เธอเหงา แก้เหงาขอไปทีก็เหมือนกับการรักษาโรคตามอาการซึ่งแท้จริงก็คือไม่ได้ที่ตัวโรคอะไรเลย หาสาเหตุให้ได้ แก้ให้ตรงจุด แล้ว แล้วมันจะดีขึ้นแน่นอน..แต่ว่าจะมีสักกี่คนล่ะที่เจอ...ที่จะแก้ได้ถูกจุด

    มีนักจิตวิทยาเคยศึกษาเรื่องความเหงาของมนุษย์และ findings ที่เจอน่าทึ่งมากเลยทีเดียว จากศึกษาพบว่า ช่วงเวลาที่มนุษย์รู้สึกเหงามากที่สุด คือช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานกลางคน ในขณะที่คนที่รู้สึกเหงาน้อยที่สุดกลับเป็นวัยเฒ่าถ้าจะมีก็มีแต่เรื่องเป็นห่วงลูกหลานเท่านั้นเอง เธอสงสัยไหม...ว่าทำไมวัยที่น่าจะเหงาน้อยที่สุดกลับเหงามากที่สุด ในวัยหนุ่มสาว จะมีคนเข้ามาในชีวิตเยอะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เพื่อนชีวิต แต่สายสัมพันธ์ที่เธอสร้างกับคนเหล่านั้น ยังไม่แนบแน่น คนที่เดินเข้ามาชีวิตมีมากพอๆ กับคนที่เดินออกจากไป ความผูกพันธ์นั้นยังไม่มั่นคง แต่คนรุ่นลุงป้าพ่อแม่ของเรา ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่มั่นคงกับคนที่เค้าได้คัดเลือกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาแล้ว สายสัมพันธ์นี้จะแน่นขึ้นเรื่อยๆ แม่จะได้เห็นหน้ากัน หรือนานๆ คุยกันที ก็ไม่มีทางลืมกันได้ ในที่เงียบ ความรู้สึกดีๆ จะผุดขึ้นมา มันไม่ได้เป็นความเหงา แต่มันเป็นความทรงจำที่หอมหวานต่างหาก

    มันไม่แปลกหรอกที่เธอกำลังเหงา ถ้าเธอในวันที่ควรเหงาด้วยแล้ว...ยิ่งเป็นเรื่องสามัญที่สุด มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะการอยู่ต่างที่ต่างแดน เธอจะต้องเผชิญกับความเหงาตามลำพัง ฉันขอเน้นเป็นพิเศษว่า นอกจากเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางชนชาติและสีผิวแล้ว การต่อสู้กับความรู้สึกเหงาและการครองตัวเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ถ้าเธอเหงา ให้หาอะไรทำ นึกถึงเป้าหมายที่ใหญ่ๆ ในชีวิตเอาไว้ อยู่ห่างจากที่มืดและมิดชิด เข้าหาแสดงสว่างและผู้คน แล้วเธอจะผ่านมันไม่ได้เอง สำคัญที่สุดให้เธอสำรวจสภาพจิตของตัวเองไว้ให้ดี และระมัดระวังเรื่อง Emotional Attachment disorder ไว้ให้ดี

    (โปรดติดตามต่อไป...ต่อสู้กับเจ้าที่)

    August 19

    น้ำใจแต่เพียงพอดี

    น้ำใจ การให้ และการช่วยเหลือ เหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐที่สุดของคนไทย และคุณสมบัติเหล่านี้หาไม่ได้ เป็นทั้งอารยธรรมและวัฒนธรรมที่ล้ำค่าจริง เคยมีฝรั่งหรือคนที่พูดได้สองภาษา พยายามจะ map คำว่า "น้ำใจ" จากภาษาไทย ให้เป็นภาษาอังกฤษ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เธอเห็นไหม โลกตะวันออกของเราเจริญทางด้านจิตใจขณที่โลกตะวันเจริญทางวัตถุซึ่งไม่ยั่งยืน น้ำใจจะเกิดขึ้นได้ จะต้องไม่คิดว่าได้รับเสียก่อนแล้วค่อยคืนกลับให้สังคม ถ้าเป็นอย่างนี้กันหมด อาจจะเกิดปรากฎการณ์ จุดตายของน้ำใจ “Nam-Jai Deadlock” ได้

    เมื่อสองปีก่อน มีประโยคหนึ่งที่ทุกคนผู้ถึงกันบ่อยในอเมริกา “Freedom is not free” ส่วนในเมืองไทยก็มีประโยคเด็ดเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานเช่นกัน “ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัดไป แต่อย่าประหยัดน้ำใจ” ฉันเห็นด้วยกับประโยคที่สองว่าไม่ควรประหยัดน้ำใจ แต่ก็เห็นด้วยกับประโยคแรกที่ว่าน้ำใจนั้นไม่ฟรี ในมุมของฉัน ฉันคิดว่าน้ำใจไม่ควรประหยัด แต่น้ำใจก็มีจำกัด ถ้าไปเปรียบไปแล้ว น้ำใจก็เหมือนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นควรใช้สอยอย่างถูกวิธีและบางครั้งก็ต้องรู้จักบริหารเสียด้วย

    ส่วนตัวแล้ว ฉันยกย่องคนมีน้ำใจ คนเอื้อเฟื้อ คนช่วยเหลือคน บางคนพูดว่า ช่วยใครให้ช่วยถึงที่สุด ฉันเห็นด้วยบางส่วนกับคำพูดนี้ ถ้าช่วยคนให้ถึงที่สุดแล้ว “เข้าเนื้อ” มากเกินไป ฉันเห็นว่าไม่เหมาะสม ช่วยเท่าที่กำลังมีก็แล้ว ฉันคิดถึงภาษิตบทหนึ่ง “หว่านพืชย่อมหวังผล” ถ้าช่วยใครแบบสุดๆ ในใจก็จะหวังผลเช่นกัน เธออย่ามาเถียงนะไม่จริง คนในโลกนี้ (ยกเว้นพระอริยะบุคคล) แม้ช่วยคนแล้วไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย แต่อย่างน้อยเธอหวังจะให้คนอื่นมีความใช่ไหมล่ะ นี่แหละก็เป็นการหวังผลตอบแทนอย่างหนึ่ง เป็นกิเลสอย่าง

    เมตตาเป็นคุณธรรมที่มีกิเลสโดยละเอียด แต่หลายครั้งถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทางธรรมเพื่อใช้ตัดกิเลสตัวอื่นหยาบกว่า สังเกตุกว่า คนบางคนมีความสุขกับให้และติดใจในที่สุด นี่แหละภาษาธรรมะเค้าเรียกกันว่า “กิเลสในธรรม” ที่พระอริยบุคคลเจริญในธรรมและบรรลุในขั้นสูงได้ ก็เพราะว่าท่านบำเพีญเพียรและตัดกรรม (ชดใช้วิบากกรรม) ไม่ใช่เพราะทำบุญเพิ่มแต่อย่างเดียว การทำบุญขนาดใหญ่เท่าจักรวาลก็ไม่สามารถบดบังปาบขนาดเท่าเม็ดโฟตอนได้นะ

    ย้ายบ้าน…ไม่ได้ย้ายแค่บ้าน

    วันนี้ฉันเพิ่งจัดบ้านใหม่เสร็จเป็นวันแรก เมื่อวานก่อน จัดตู้เสื้อผ้าเสร็จ นับจำนวนแล้ว ประมาณหมื่นกว่าตัวได้ เมื่อ 2 วันก่อน ทำความสะอาดบ้านเก่าส่งมอบคืนบ้านให้บริษัทอสังหา เมื่อ 3 วันก่อนต่อเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง 3 ชิ้น 6 ชั่วโมง เมื่อ 4 วันก่อน ย้ายของจากบ้านเก่ามาบ้านใหม่ สรุปแล้ว...ใช้เวลาย้ายบ้าน 4 วัน ตอนนี้กำลังปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่อยู่ คงจะอีกนานกว่าจะรู้สึกเหมือนเดิม...ไม่แปลกที่

    เรื่องย้ายบ้าน สำหรับฉันไม่เป็นเรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยชินสักที ทุกซอก มุมของบ้านเดิมล้วนมีประวัติศาสตร์ ความรู้สึกความทรงจำอยู่ทั้งสิ้น ความสุข ความทุกข์ หัวเราะ ร้องไห้ พูดคุย ซุบซิบ นินทา บ้านเดิมอยู่มา 2 ปี มีเพื่อนร่วมบ้าน 3 คน ต้อนรับคนจรเป็นสิบ ต้อนรับแขกเป็นหลายสิบ สังสรรค์มิใช่น้อย ตอนนี้บ้านเก่ากลายเป็นห้องเปล่าโล่ง มีผู้เช่ารายใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ แต่กลิ่นไอของความทรงจำดี ยังคงล่องลอยอยู่กับตัวบ้านและอยู่ในใจของผู้ “เคย” อยู่อาศัยตลอดไป

    อย่างที่ฉันบอก “ย้ายบ้าน” ไม่เรื่องใช่ใหม่สำหรับฉัน ครอบครัวรากหญ้าของฉันเคยชินกับการย้ายบ้านมามากต่อมาก สมัยฉันยังเด็กเท่าที่จำความได้ พ่อรับสัมปทานสร้างถนนสายหลัก ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทั่วประเทศไทย มีลูกน้องเป็นสิบ อยู่แต่ละที่ไม่เกิน 6 เดือน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่ได้เรียนอนุบาลเหมือนเด็กทั่วไป ได้แต่อ่านหนังสือที่พ่อแม่ภูมิปัญญาประถมต้นของฉันเลือกซื้อมาให้อ่าน เรื่องที่ตลกก็คือว่า ทุกช่วงอาหารเย็นของทุกวัน พ่อแม่ของฉันจะทำอาหารให้ลูกน้องกินชุดใหญ่ ใหญ่มาก จนทำให้เพื่อนบ้านเข้าใจผิดว่าบ้านฉันมีงานเลี้ยงทุกเย็น ไม่ง่ายเลยกับดูแลคนจำนวนมาก โดยคนเพียง 2 คน

    ฉันผ่านการย้ายบ้านมาเป็นสิบ ได้เข้าใจว่า เรื่องที่เศร้าและเหนื่อยที่สุดไม่ได้อยู่ที่การย้าย แต่เป็นการลากจากผู้คนที่รู้จัก...และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาได้เจอกันอีก เป็นการลาจากบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย เป็นการบอกลาความทรงจำดีๆ ที่มีต่อสถานที่ที่มีความหมายในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ตอนแรกย้ายเข้าอยู่ ไม่ได้รู้สึกอะไร มารู้ตัวอีกที ตัวเองก็กลายเป็นส่วนของของบ้านไปแล้ว...ถ้าถามว่าตอนที่เดินออกจากบ้านเดิมครั้งสุดท้ายเป็นอย่างไง...ตอบว่า...ใจหายที่สุด

    ฉันคิดเล่นแบบแฝงคติว่า การย้ายที่อยู่ แท้จริงคือปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า ก็ต้องก้าวเดิน บางสิ่งบางอย่างเราเป็นต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง เอาติดตัวไปเท่าที่จำเป็น หลายคนถามว่า อะไรที่ควรทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วอะไรที่น่าจะเก็บไปใช้เพื่อการเดินทางต่อไปข้างหน้า ถ้าถามฉัน...ฉันไม่รู้ แนะนำได้แค่ว่า เลือกสิ่งที่เธอคิดว่าดีที่สุดสำหรับเธอเพื่อติดตัวไปข้างหน้าก็แล้วกัน...อย่าเอาติดตัวไปให้มาก มันพะรุงพะรัง ซ้ำร้ายจะถ่วงเธอ ยิ่งแย่ไปใหญ่ ส่วนของที่ต้องทิ้ง ก็ให้เธอตัดใจ วันนี้เธอลืมไม่ได้ แต่วันต่อไปเธอจะรู้สึกดีขึ้นเอง

    การย้ายบ้านครั้งนี้ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับฉัน การโยกย้าย ความเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องสามัญ ไม่แค่เรื่องบ้าน แต่เป็นของสิ่งมีชีวิตโดยรวม ตอนนี้ ไม่รู้ว่าบ้านใหม่จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แต่ฉันรู้อย่างเดียว ว่า ฉันจะอยู่ให้ดีที่สุด

    August 12

    หลักการอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า ในต่างแดน – คบคนในหลายระดับ (ตอนที่ 2)

    เมื่อหลายเดือนก่อน ฉันได้ข้อความส่งผ่านเอ็มเอสเอ็นเมสเสนเจอร์จากเพื่อนนักเรียนรวมชะตา กพ.คนหนึ่งทีอยู่แคลิฟอเนีย "วรรณ...เราได้ข่าวมาว่า ชายกอไก่ (นามสมมติ) และหญิงขอไข่ (นามสมมติ) เค้าไม่คบกันแล้วเหรอ" พระเจ้าฉันเองก็เพิ่งข่าวนี้เหมือนกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ฉันเอาเดาว่า ข่าวนี้ต้องเดินทางจากเพนนซิลเวเนียไปถึงแคลิฟอเนียด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 300,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างแน่นอน

    เรื่องการนินทาเป็นเรื่องสามัญเหมือนที่เค้าว่ากันว่าพระอรหันตร์ยังเคยตกเป็นเหยื่อ โดยจิตใต้สำนึกทุกคนรู้ว่านินทามันไม่ดี แต่ว่ามันก็กลายเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาในเวลาที่หมดเรื่องคุย อ่ะอันนี้ไม่ว่ากัน ฉันเองก็เคยเอาเรื่องสนุกๆ แต่ไม่รุนแรงมาเล่าเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องตลกขำๆ แต่เรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว...อันนี้ฉันไม่นิยม

    ในการสนทนาจะมีอยู่ 3 บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฉันไม่เอ่ยถึงบุคคลที่ 1 และ 3 แต่เน้นที่บุคคลที่ 2 (ผู้ฟัง) ถ้าเธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นผู้ฝังอย่างหามิไม่ได้ ฉันอยากจะแนะนำให้เธอเป็นผู้ฟังที่มีสติ มีคำสองคำที่ฉันเตือนตัวฉันเองไว้เสมอในเวลาที่เป็นผู้ฟัง...คือ...รับรู้ และ คล้อยตาม และตัวหลังนี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด และหลายๆ ครั้งฉันพบว่าฉันเป็นส่วนเสริมของเรื่องนินทา ก็เพราะว่าฉันรู้ไม่เท่าทัน

    "นี่คนนี้เค้า.........วรรณว่าม่ะ" ถ้าเธอเป็นฉันเธอจะตอบว่าอย่างไง ถ้าเธอตอบว่า "อือ" หรือ "จ้า" หรือ "ครับ" เธอกำลังจะ "คล้อยตาม" สิ่งที่ตามอาจจะเป็น "นี่คนนี้เค้า.......นี่ขนาดวรรณยังเห็นด้วยเลย" อ้าว ซวยไหมล่ะ เธอเห็นหรือป่าวเรื่องง่ายๆ แค่เรื่องฟังคนอื่นเค้าพูดมายังตกเป็นกรรมทั้งๆ ที่ประธานของประโยคเป็นผู้เล่าแท้ๆ ดังนั้นฉันแนะนำว่า ทำที่ท่าว่า "รับรู้" ไปตามมารยาท แต่อย่าคล้อยตาม

    การปรับทุกข์และการขอคำปรึกษาในหมู่เพื่อนฝูงเป็นปกติ มาอยู่ที่นี่ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องทางบ้าน เรื่องคนรอบตัว มีแต่เรื่อง แต่ที่คนไทยยังครองสติสัมปัญญะได้อยู่ทุกวันนี้ก็เนื่องจากเรามีระบบเกื้อบหนุน support system ของคนรอบตัวนี่แหละ ซึ่งพวกฝรั่งเค้าไม่ปลื้มกันเท่าไหร่ ไม่สบายใจก็ไปหาจิตแพทย์ ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าวิชาด้วยราคามิใช่น้อย เพื่อให้เค้าถามตัวเองว่า "How do you feel?"

    ในการให้คำปรึกษานั้น ผู้ขอคำปรึกษาและผู้ให้คำปรึกษาควรระวังถึงขอบเขตของการปรึกษา ถ้ามีบุคคลที่ 3 4 5 ...n ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องระวังความคิดและคำพูดให้ดี เพราะว่าเธอกำลังจะสร้าง impact ต่อชีวิตของคนหลายๆ คน ยิ่งถ้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในบางเรื่อง(ซึ่งเธอก็รู้ดีว่าเรื่องอะไรที่ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน) ฉันแนะนำว่า เธออย่าชี้นำ คำแนะนำที่ไม่อันตรายมากอาจจะเป็นการยกเคสหรือประสบการณ์ของตัวเธอเอง แต่เธอต้องย้ำกับผู้ขอคำปรึกษานะว่า สิ่งที่เธอพูดนั้นมาจากประสบการณ์ของเธอเอง ซึ่งมีสภาวะการณ์ที่แตกต่าง และไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้แบบอนันต์ สมการบนกระดาษแผ่นบางๆ ยังมีทั้งหลายตัวแปรที่ทำให้ค่าของฟังก์ชั่นเปลี่ยนเลย แต่นี่เป็นสมการชีวิตมนุษย์ในรูปแบบ 4 มิตินะ (3-space x 1-time) มีตัวแปรเป็นล้านๆ ที่ทำให้สูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาชีวิตของหนึ่ง ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับอีกคนหนึ่ง...สรุปอย่าชี้นำแต่รับฟังและให้กำลังใจ

    (โปรดติดตามตอนต่อไป)